การเปลี่ยนแปลงของแฟชั่น
Uncategorized

ชุด ‘ เดรส ‘ ในแต่ละยุคสมัย

เมษายน 5, 2020

ชุด ‘ เดรส ‘ แฟชั่นที่เปลี่ยนไปแต่ละยุคแต่ละสมัย บางช่วงบางยุคมักจะมีเหตุกาณ์ บ้านเมืองมาเกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงของแฟชั่น ด้วย

ยุคอาณานิคม หรือรีเจนซี่ ค.ศ.1795-1815

ยุคนี้เป็นยุคมีการปฏิวัติในอเมริกาและฝรั่งเศษ ลักษณะชุด ออกแนวกรีกโบราณ เนื่องจากเชื่อว่าแสดงให้เห็นถึงประชาธิปไตย
นิยมใส่ชุดยาวๆ เอวสูงแบบรัดใต้อก ผ้านุ่มๆ บางๆ พริ้วๆ เป็นผ้าฝ้าย มัสลิน หรือผ้าไหม
ใครมีฐานะหน่อยก็จะนิยมใส่ชุดสีขาว ใครฐานะต่ำลงมาจะนิยมใส่สีพาสเทล เนื่องจากสีขาวเปื้อนง่าย
นอกจากนั้นยังนิยมใส่ถุงมือยาวและผ้าคลุมไหล่

ยุคโรแมนติก 1815-1840

หลังสงครามผ่านพ้น ศิลปินและนักปราชญ์ต่างหันมาบ้าศิลปะโรแมนติก ผู้คนต่างหันมาบ้าการแต่งกายแบบอังกฤษจ๋า ผู้หญิงถูกมองว่าเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า และสวยงามชอบการแต่งตัว
ลักษณะของชุดในช่วงนั้น ไหล่ลู่ลง เอวคอดรัดติ้วด้วยคอร์เซต สะโพกผาย กระโปรงพองอลังการณ์ เน้นความเป็นสตรีเพศ ตกแต่งประดับประดาหรูหรา
มีแฟชั่นทรงผมและหมวก ใหญ่โต แบบขนดอกไม้มาทั้งสวน

ยุควิคตอเรียนตอนต้น 1840-1870

ปี 1837 พระราชินีวิคตอเรียขึ้นครองราชย์ เธอเป็นต้นแบบของผู้หญิงแบบถ่อมตน อุทิศตนเพื่อครอบครัว ยึดมั่นในศีลธรรม รสนิยมเธอเป็นแรงบันดาลใจให้สาวๆ ยุคนั้นแต่งตัวตาม
ลักษณะชุด ไหล่แคบและลู่ลง ลำตัวแคบมากด้วยการรัดคอร์เซ็ต กระโปรงบานพอควร ยาวกรอมพื้น และค่อยๆ พองขึ้นเรื่อยๆ ตามยุคสมัยที่ผ่านไป การแต่งตัวในยุคนี้จะค่อยข้างน่ารัก และมักถูกนำไปลประยุกต์กับการแต่งตัว คอสเพลย์แนวโลลิต้า
นิยมใส่หมวกแบบ deep bonnets ซึ่งเป็นหมวกปกปิดหน้า จะมองเห็นหน้าเต็มเมื่อหันหน้าเข้าหากันตรงๆ เท่านั้น เป็นการแสดงถึงความถ่อมตัว

ยุควิคตอเรียนตอนปลาย 1870-1890

พระราชินีวิคตอเรีย สามีเสีย เธอเลยเก็บตัวและใส่แต่ชุดดำ สีดำตึงเป็นที่นิยมขณะนั้น เริ่มเน้นสัดส่วน แต่ก็ปกปิดร่างกายในเวลาเดียวกัน จะเห็นว่าช่วงบนเข้ารูปมากขึ้น สีเข้มมาแรง
เปลี่ยนแปลงจาก สุ่ม มาใส่ “ที่ถ่างกระโปรง” bustle ลักษณะเหมือนกระโปรงของตัวอิจฉาในซินเดอเรลล่า ทำให้กระโปรงจะไม่กางรอบด้านเหมือนแบบเดิม แต่จะถูกดันไปด้านหลังแทน

ยุคอาร์ตนูโว 1890-1911

ยุคทองของชนชั้นสูงผู้มีอันจะกิน ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย การตกแต่งเว่อร์ๆ เวียนกลับมา ยุคนี้ผู้หญิงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เริ่มทำงาน มีส่วนในกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ
แนวที่ใส่สบายมากขึ้น ไหล่ของชุดตั้งตรงสง่าผ่าเผย ไม่ลู่ลงแบบแต่ก่อนแล้ว มีการตัดชุดสูทแบบกระโปรง ยังใส่คอร์เซ็ต แต่มีการเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับสรีระมากขึ้น

ยุค 1910s – WWI 1911-1919

เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนานใหญ่ เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้ชายไปรบ ทำให้ผู้หญิงต้องมาทำหน้าที่หลายอย่างแทนผู้ชาย
ด้วยกระแสสงครามโลก ทำให้ชุดมีลักษณะของแนวทหาร เข้ามาผสมผสาน สังเกตจากคอเสื้อ และปกเสื้อแบบทหาร กระโปรงสั้นลงเล็กน้อย ต่อมากระโปรงเริ่มแคบลงๆ ตามเวลาที่ผ่านไป
เครื่องประดับไม่ค่อยใส่ เรียกว่าเน้นการใช้งานมากกว่า

ยุคแฟลปเปอร์ Flapper ปี ค.ศ. 1920 – 1930

สงครามสงบ เข้าสู่ยุค Jazz Age เป็นยุคของคนรุ่นใหม่และหนุ่มสาว ซึ่งขึ้นมารุ่งเรือง มีฐานะ ผู้หญิงที่เคยทำงานช่วงสงครามก็ไม่อยากกลับไปเป็นแม่บ้านอีก ยังคงทำงานต่อไป และมีอิสระเสรีมากกว่าเดิม
ผู้หญิงเริ่มสวมกระโปรงสั้นเป็นครั้งแรก ชุดที่มาแรงสุดๆ เป็นสัญลักษณ์ของยุคนี้คือ “Flapper dress” เป็นชุดลำตัวตรง หน้าอกแบนเป็นไม้กระดาน กระโปรงสั้นลง มีการรัดหน้าอกด้วยเสตย์ เพราะเชื่อว่า หน้าอกแบนๆ กับผมสั้นกุดเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนุ่มสาว

ยุค 1930s 1930 -1939

เหมือนยุคที่แล้ว หนุ่มสาวเบ่งบาน ช่วงนี้มีเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำด้วย แต่ไม่กระทบกับผู้มีอันจะกิน พวกนั้นก็เฮฮาปาร์ตี้ แต่งตัวกันต่อไป คนฮิตสาวสปอร์ต สุขภาพดี ผิวแทน ผมบลอนด์
วิทยาการใหม่ๆ ถูกคิดค้น ไม่ว่าจะเป็นผ้าไนลอน ผ้าเรยอง ซิป ศัลยกรรมพลาสติก การดัดผม ชุดโดยรวมมีความเป็นผู้หญิงมากขึ้น ทรวดทรงเข้ารูป กระโปรงพลีทก็ฮิต เริ่มมีชุดที่หลากหลายขึ้น
ทรงผม นิยมทรงผมดัดดูน่ารัก กับหมวกปีกกว้างแบบสาวหวาน
ยุคนี้เริ่มแบ่งชุดกลางวันกับกลางคืนออกจากกัน อันนี้เป็นเพราะสาวสมัยก่อนหน้านั้นอยู่กับบ้าน แต่งตัวสวยทั้งวัน แต่สาวสมัย ’30s มีงานยุ่งขึ้น ชุดกลางวันจึงเป็นแบบเรียบๆ ส่วนกลางคืนก็หรูหราไฮโซกันไป ชุดที่เป็นสัญลักษณ์คือเดรสยาวคอวี โชว์หลัง (คนนิยมไปอาบแดด ให้หลังสีแทน จะได้มาใส่ชุดโชว์)

ยุค 1940s 1940 -1949

สงครามโลกครั้งที่สอง ภาวะขาดแคลน ต้องใช้ระบบปันส่วนอาหาร เสื้อผ้า จากนั้นสงครามสิ้นสุดลงในยุคนี้ด้วย
เสื้อตัดให้เข้ากับการใช้งาน สีทึมๆ แห้งๆ ใส่เหมือนๆ กันไปหมด กระโปรงแคบๆ แฟชั่นไม่ค่อยพัฒนา ผ้าคาดกันฝุ่นเวลาทำงานกลางวัน และรองเท้าพื้นยาง ออกแนว Keds รุ่นแรกๆ
ช่วงจบสงครามใหม่ๆ ปี 1947 Christian Dior สร้างชื่อด้วย “นิวลุค” เป็นสูทขนาดฟิตพอดีตัว เข้าเอวคอด กับกระโปรงบาน เป็นที่ฮือฮาเพราะใช้ผ้าเปลืองมากๆ หลุดคอนเซ็ปต์ประหยัดช่วงสงครามอย่างสิ้นเชิง

ยุค 1950s 1950 -1959

เศรษฐกิจรุ่งเรืองขึ้น ชนชั้นกลางและคนทั่วไปเริ่มมีเงิน ยุคห้าศูนย์นี้วัยรุ่นเป็นมีเทรนด์แฟชั่นเป็นของตัวเองแล้ว ช่วงแรกๆ ฮิตกระโปรงทรงดินสอแคบเข้ารูป แบบภาพด้านบน
ยุค ’50s มีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นอีกอย่างคือ กระโปรงบ๊านบาน ความยาวคลุมเข่า ข้างในกระโปรงเสริมผ้าตาข่ายหลายๆ ชั้น เน้นทรวดทรงองค์เอว
ชุดชั้นในยุคนี้บางและใส่สบายขึ้น ราคาก็ถูกลง เพราะใช้ผ้าไนลอนซึ่งเป็นวิทยาการใหม่ ดูไปคล้ายๆ กับของปัจจุบันแล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *