บ่งบอกถึงอะไร
Uncategorized

หมวก บ่งบอกถึงอะไร ในแต่ละยุคสมัย

หมวก ถ้าให้พูดถึงของสิ่งนี้ คงไม่มีใครเลยที่จะไม่รู้จัก หลายๆคนก็อาจรู้ถึงวิธีใช่ และก็ประโยชน์ของหมวกอีกด้วย ไม่ว่าจะใช่สำหรับบังแสงอาทิตย์อันร้อนแรงของบ้านเรา บางคนก็ใช้หมวกบอกถึงตำแหน่งหน้าที่งานการของอาชีพนั้นๆเช่น พยาบาล ทหาร ตำรวจ แล้วก็พ่อครัว ฯลฯ รวมถึงในปัจจุบันได้มีหมวก มีแบบมากมายหลายรูปแบบ ให้ได้เลือกใส่กัน แล้วแต่ความต้องการใช้งานของแต่ละบุคคล แต่ว่าจะมีกี่คน ที่จะรู้ดีว่าที่มาของหมวกนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคสมัยไหน แล้วก็รูปทรงของหมวกในแต่ละสมัยเป็นยังไงบ้าง บ่งบอกถึงอะไร

หมวก ลักษณะเป็นคำนาม หมายถึง เครื่องสวมศีรษะมีรูปต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องประดับหรือกันแดดกันฝนเป็นต้น (ที่มา : พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน)

ถ้าจะให้พูดถึงหมวกในยุคแรกๆ นั้น ได้ถูกทำขึ้นมาจากหนังของสัตว์ แล้วนำเอามาคลุมหัวไว้เพื่อปกป้องอันตรายต่างๆ ถ้าจะให้เรียกว่าหมวกก็คงจะยังไม่ได้ เพราะรูปทรงคงจะไม่เหมือนหรือคล้ายกับหมวกในสมัยนี้เท่าที่ควร

อาณาจักรกรีกโบราณถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของหมวกในยุคแรกๆ ซึ่งก็เรียกว่า Pileus เป็นหมวกที่มีรูปทรงคล้ายกับศีรษะของมนุษย์มากกว่าการนำผ้ามาคลุมไว้บนศีรษะ ต่อมา The Phrygian cap ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการปลดปล่อยอิสรภาพ ที่ชาวกรีกและโรมัน ได้ให้กับทาสเพื่อแสดงว่าทาสเหล่านั้นได้ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ และหมวก The Peatasos เป็นหมวกที่มีปีกใบแรก ซึ่งได้ถูกคิดค้นโดยชาวกรีกโบราณนั้นเอง หมวกทั้ง 3 ชนิดนี้มีลักษณะไม่ค่อยจะแตกต่างกันมากเท่าไรหนัก และถูกออกแบบสำหรับไว้ให้ผู้ชายได้สวมใส่เท่านั้น…

Continue Reading...

ยาทาเล็บ
Uncategorized

ประวัติความเป็นมาของยาทาเล็บ

ยาทาเล็บ  Nail polish; Nail varnish คือเครื่องสำอางประเภทหนึ่งที่ใช้ตกแต่งเล็บของมนุษย์ ให้มีความสวยงาม

นักประวัติศาสตร์ได้พบหลักฐานความเป็นมาของยาทาเล็บว่าใน 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวจีนได้ใช้กัมอารบิก, ไข่ขาว, เจลาติน และขี้ผึ้ง เพื่อทำยาทาเล็บ ต่อมาได้พบหลักฐานว่าชาวอียิปต์ใช้เฮนน่ามาทาเล็บ แล้วในช่วงราชวงศ์โจวเล็บจะเป็นการแสดงฐานะทางสังคม เพราะสีนิยมทำเป็นสีทองและสีเงิน และต่อมาพระบรมวงศานุวงศ์จึงได้ใช้ยาทาเล็บตามยศทาเป็นสีดำและสีแดง ยกเว้นผู้หญิงที่ได้รับอนุญาตทาสีอ่อน หากทาเล็บไม่ถูกสีตามยศจะถูกลงโทษ จนมาถึงปัจจุบันยาทาเล็บได้มีการพัฒนาเป็นหลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น

ประวัติความเป็นมาของการดูแลเล็บ เราจะต้องย้อนกลับไป 4,000 ปีก่อนตั้งแต่สมัยบาบิลอน เลยมาถึงช่วงในยุคสมัยอียิปต์โบราณ ที่มีการปรากฏของงานเขียนในยุคนั้น ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับชนชาวอียิปต์ไม่ว่าจะชายและหญิงจะมีการพ่นสีแดงบนพวงแก้มและรอบดวงตาของพวกเขา ตลอดจนทำเฮนน่าในช่วงแขนและฝ่ามือ อีกทั้งยังใช้ทองคำบริสุทธิ์เพื่อมาตกแต่งเล็บ ซึ่งสามารถตรวจพบเครื่องมือทำเล็บด้วยทองคำในสุสานของชาวอียิปต์โบราณอยู่ด้วย และในสมัยที่มีความเฟื่องฟูสูงสุด ชาวอียิปต์โบราณจะไว้เล็บยาวทาเล็บสีแดงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอิสระ ไม่ได้ตกเป็นแรงงานหรือทาส ดังนั้นเล็บที่ตกแต่งอย่างดีมีสงวนไว้สำหรับคนเพียงสถานะสูงสุดในสังคม หลังจากนั้นราชินีของชาวอียิปต์โบราณจึงได้ประกาศว่าขุนนางเท่านั้นจึงจะได้รับอนุญาติให้มีสีเล็บสีแดงปรากฏบนเล็บมือ

และไม่ใช่เพียงแค่ชาวอียิปต์โบราณเท่านั้น ในฝั่งเอเชียของเราที่ปรากฎให้เห็นเป็นลักษณะก็คือขุนนางชาวจีน ยิ่งมีสภานะในสังคมสูงก็จะต้องไว้เล็บให้ยาวมากขึ้น
ในต้นๆปี 1960 การใช้สียาทาเล็บกลายเป็นเรื่องสนุก ไม่ว่าจะเป็นสียาทาเล็บโทนสีเหลือง สีม่วง สีเขียวและสีฟ้า ซึ่งสุภาพสตรีทั่วๆไปที่ไม่ได้มีเงินสำหรับการทำเล็บมือแบบมืออาชีพ สามารถเลือกใช้สียาทาเล็บที่มีอยู่ในท้องตลาดเพื่อดูแลเล็บด้วยตัวเอง และเป็นยุคเริ่มต้นของเล็บพลาสติกที่มีกาวติดช่วยให้สุภาพสตรีสมัยนั้นมีเล็บที่สวยงามและดูเป็นธรรมชาติ

แต่ว่าถ้าจะเริ่มนับเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการดูแลเล็บแบบมืออาชีพ ก็คงจะต้องเริ่มนับ ตั้งแต่ปี 1980 เมื่อมีบริษัทบางบริษัทได้เริ่มเสนอขายเครื่องสำอาง ผ้าไหม ผ้าแพร รวมไปถึงกระดาษและอุปกรณ์ที่ช่วยในการซ่อมแซมเล็บที่หัก นั่นคือจุดเริ่มต้นของการนิยมต่อตกแต่งเล็บ อีกทั้งในช่วงปี 1990 การทำเล็บ French แบบปลายขาวก็เริ่มเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน

 

แหล่งที่มา  wikipedia

Continue Reading...

นาฬิกาข้อมือ
Uncategorized

ประวัติ นาฬิกา ข้อมือ

นาฬิกาข้อมือ ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด

นาฬิกาข้อมือ ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิด

นาฬิกาสวมรอบคอในศตวรรษที่ 16 สำหรับการใช้งานจริงแล้วก่อนนาฬิกาเพชรอินเทรนด์ในช่วงต้นทศวรรษ 1900 เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งเพื่อ bling’d ใหญ่ออกนาฬิกาสัญลักษณ์สถานะของที่ผ่านมาสามทศวรรษที่ผ่านมาใน hip hop และ หลักการนำแฟชั่นร่วมสมัยของนาฬิกาเพชรคลาสสิก นักออกแบบในวันนี้เช่น Jacob & Co, โจ Rodeo, Luxurman, Chanel, มิเชลล์และอื่น ๆ อีกมากมายได้นำระดับหนึ่งการกำหนดชิ้นนาฬิกาเพชรช่วงต้นทศวรรษ 1900 เป็นสวมในชีวิตประจำวัน นาฬิกาเพชรมีการพัฒนาเป็นชิ้นเครื่องประดับราคาไม่แพง, อินเทรนด์และการปฏิบัติ

ศตวรรษที่ 16
ได้กำเนิดนาฬิกาเป็นชิ้นเป็นอันครั้งแรก ที่ทำให้สวมใส่ในศตวรรษที่ 16 ในยุโรปและได้รับการผูกติดกับเสื้อผ้าหรือสวมใส่ในห่วงโซ่รอบคอ (คิด Flav Flava) พวกเขาจะสวมใส่ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับที่พวกเขาจะค่อนข้างที่เชื่อถือได้ที่จับเวลา

ศตวรรษที่ 17
คนเริ่มที่จะสวมใส่นาฬิกาในกระเป๋าของพวกเขาในขณะที่นาฬิกาผู้หญิงยังคงจี้เข้าไปในศตวรรษที่ 20 รอบ 1680, เข็มนาทีทำให้การเปิดตัวบนใบหน้าของนาฬิกา

ศตวรรษที่ 18
ในระหว่างการตรัสรู้, นาฬิกาเริ่มที่จะมองว่าเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่นำความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของพวกเขากับกลไก พวกเขากลายเป็นเดินเรือดาราศาสตร์เพื่อกำหนดเส้นแวงระหว่างทะเลเดินทาง ดาราศาสตร์ที่ซับซ้อนและกระเป๋านาฬิกาดาราศาสตร์ด้วยมือจำนวนมากและฟังก์ชั่นที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลานี้

1868
Patek Philippe ถือเป็นนาฬิกาข้อมือที่กำเนิดเป็นครั้งแรก

1904
หลุยส์คาร์เทียออกแบบนาฬิกาข้อมือเป็นครั้งแรกสำหรับผู้ชายนาฬิกาข้อมือแม้ว่าจะยังคงมองมากที่สุดเท่าที่นาฬิกา แต่เพียงผู้เดียวสำหรับผู้หญิง

1914-1918
เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้ยิ่งเพิ่มความนิยมของนาฬิกาข้อมือในหมู่มนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะที่เป็นทหารพบว่ามันสะดวกกว่าที่จะสามารถมองที่ข้อมือของพวกเขาที่จะบอกเวลากว่าที่จะขุดในกระเป๋าของพวกเขาสำหรับนาฬิกาพก

1932
Longines ทำให้นักบินลินด์เบิร์ก

1933
ปฐมยามทำสำหรับเด็กมีการขายโดย Ingersoll (เนื้อเรื่องมิกกี้เมาส์)

1945
Rolex แนะนำ รุ่น “Datejust” ที่แสดงวันที่ของวัน

1947
โอเมก้าเปิดตัวสินค้า Seamaster ทำวันนี้ยังคง Seamaster มีความเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เจมส์บอนด์ตั้งแต่ปี 1995

1953
“Explorer” โรเล็กซ์ได้มีการรายงานนาฬิกา Edmund Hillary สวมไต่แรกที่ไปถึงยอดของภูเขา เอเวอร์เรส

1957
แฮมิลตันผลิตนาฬิกาไฟฟ้าแรก

1959
“วันตายเพลง” Rock-N-Roll ของไอคอน Buddy Holly ตายสวม 14 กะรัตของเขาทองคำขาวนาฬิกาโอเมก้ากับ 45 ตัดเพชรเดี่ยวบอกว่าเป็นหนึ่งของนาฬิกาที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์

1969
โอเมก้า Speed​​master มืออาชีพ, นาฬิกาแรกบนดวงจันทร์สวมใส่โดย Neil Armstrong

1971
แฮมิลตันนำนาฬิกาดิจิตอลแรก Pulsar การตลาด

1980
80 ผู้ให้กำเนิดเพลง hip hop แม้ว่าเนื้อหาบางคนเชื่อว่ารูปแบบในช่วงต้นของ hip hop สามารถมองเห็นได้ในเพลง 40 และ 50 hip hop เปลี่ยนวงการเพลงอุตสาหกรรมแฟชั่นและอุตสาหกรรมเครื่องประดับ โซ่ทอง, เพชรนาฬิกา, จี้เพชร, ทำนิยมมากยิ่งขึ้นในช่วงต้นยุค 80

1983
Casio เปิดตัว G-Shock, นาฬิกาดิจิตอลที่รู้จักสำหรับความต้านทานต่อความทุกข์ยากและการสั่นสะเทือนที่แข็งแกร่ง สวอตช์ก่อตั้งขึ้นเครื่องประดับแฟชั่นนาฬิกาที่นิยมสวมใส่ตลอด 80

1985
Tag Heur จะปรากฏในตลาด

1986
Tissot นาฬิกาออกมาร็อคได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงปลายยุค 80 และต้นปี 90

1996
Notorious BIG ข่าวซื้อทองและสแตนเลสสตีล Rolex ด้วยเพชรยกให้ความสำคัญในเงิน Mo ปัญหา Mo ‘วสิกวิดีโอ นาฬิกาเป็นหนึ่งในการซื้อครั้งแรกของเขาที่มีราคาแพงหลังจากตีฉากแร็พ

1999
Casio เปิดตัวครั้งแรกกับนาฬิกาจาก Global Positioning System

2005
นาฬิกาเขตเวลาของปีสปริงขับ Seiko, เสร็จในสแตนเลสและคริสตัลแซฟไฟร์

2007
คริสโตมินตซ์-Piasse (Fogell), กีฬา G-Shock Casio ในภาพยนตร์ Superbad

2009
วันที่ 21 มกราคมบารักโอบาสาบานว่าจะเข้าไปทำงาน นาฬิกาของเขาเลือก? สีดำสีเทา Chronograph Jorg 6500 ซีรีส์ Jake สกปรก (Sam Worthington) สวมนาฬิกา Casio Pathfinder PAW-1300G-1V ใน Avatar

ภาพยนตร์
2010
เป็นครั้งแรก, เพชรบอกเวลาในนาฬิกาเรือนนี้ชิ้นที่สวยงามตาม TAG Heuer ประมาณค่า? ล้ำค่า …. สามในโลกได้รับการผลิต

2011
ล่าสุดในแนวโน้มเพชรนาฬิการวมถึงเพชร CENTORVM นาฬิกา เหล่านี้ตัดขอบชิ้นหรูเพื่อให้แน่ใจว่าโดดเด่นและใช้คนรักนาฬิกาโดยพายุ…

Continue Reading...

แว่นตากันแดด
Uncategorized

ต้นกำเนิดของแว่นตากันแดด

แว่นตากันแดด ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญ โดยเฉพาะในประเทศที่มีแดดแรงอย่างประเทศไทย

 

แว่นตากันแดด ย้อนไปในสมัยของจักรพรรดิเนโรแห่งอาณาจักรโรมัน ทรงชื่นชอบการทอดพระเนตรการต่อสู้ระหว่างนักสู้กับสิงโต ซึ่งเป็นการแสดงเพื่อล่ารางวัลและได้รับความนิยมกันในสมัยนั้น โดยจะทอดพระเนตรการแสดงกลางแจ้งผ่านมรกตที่เจียระไนแล้วเพื่อกรองแสง จึงถือได้ว่านั่นคือการใช้ประโยชน์ในลักษณะคล้ายกับแว่นกันแดดเป็นครั้งแรก

ส่วนในประเทศจีนเองก็มีการใช้ครั้งแรกในช่วงประมาณศตวรรษที่ 12 ตัวเลนส์ทั้ง 2 ชิ้น จะมีลักษณะแบนเหมือนกระจกบานหน้าต่าง ทำจากแร่ควอทซ์หรือหินเขี้ยวหนุมานสีเขม่า
ตามบันทึกในเอกสารสมัยใหม่ของจีน กล่าวถึงการใช้แว่นสมัยนั้นไว้ว่า ผู้ที่มักจะใช้แว่นนี้จะเป็นผู้พิพากษาในศาลที่ใส่ขณะสอบปากคำพยานในศาล เพื่อขจัดความไม่โปร่งใสในระหว่างพิจารณาคดีนั่นเอง

ต่อมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เจมส์ อีสคัฟ ชาวอังกฤษได้ทดลองย้อมสีเลนส์ของแว่นตาด้วยสีฟ้า และสีเขียว โดยเชื่อว่า จะสามารถแก้ไขข้อบกพร่องในการมองเห็นผ่านแสงอาทิตย์ได้ แต่ไม่ได้คำนึงถึงการป้องกันดวงตาจากแสงอาทิตย์ที่กระทบโดยตรงกับดวงตา

และในปี ค.ศ. 1929 แซม ฟอสเตอร์ เป็นผู้นำการผลิตแว่นตากันแดดครั้งละมากๆ และมีราคาถูก เป็นรายแรกในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาได้ตีตลาดแถบชายหาด ของเมืองแอตแลนติกในนิวเจอร์ซีย์เป็นที่แรก ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ฟอสเตอร์ แกรนท์” ของเขาเอง

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1936 เอ็ดวิน เอช แลนด์ ได้ริเริ่มทดลองเปลี่ยนเลนส์ของแว่นตากันแดดเป็นแผ่นโพลาลอยด์ ซึ่งเป็นแผ่นกรองแสงแบบโปร่งใส ที่เขาได้จดสิทธิบัตรไว้ก่อนหน้านั้น ซึ่งถือเป็นแม่แบบของแว่นตากันแดดในปัจจุบัน

แต่พัฒนาการของแว่นกันแดดยังคงมีต่อมาเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีในหมู่นักบินชาวอเมริกัน ว่าอุปกรณ์ป้องกันที่เป็นแว่นตามีขนาดใหญ่มากคล้ายแว่นดำน้ำ ทำให้รู้สึกไม่คล่องตัว จนกระทั่ง John Macready ผู้เชียวชาญด้านการบินและอดีตทหารอากาศได้ติดต่อไปยัง Bausch & Lomb เพื่อขอให้ช่วยออกแบบอุปกรณ์ที่สามารถปกป้องดวงตา ลดแสงสีฟ้าและแสงจากดวงอาทิตย์ได้ ในที่สุดปี ค.ศ. 1937 Bausch & Lomb ก็ได้เปิดตัว “ Ray Ban ” รุ่น Aviator ที่สามารถป้องกันแสงสะท้อน และเสียงสีเขียวได้ ทำให้แว่นแบรนด์นี้กลายเป็นที่รู้จักและนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะเมื่อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงภาพนายพล Mac Arthur ที่นำเครื่องลงจอดในประเทศฟิลิปปินส์ พร้อมสวมแว่นกันแดดยี่ห้อดังนี้

ในช่วงปี 30s และ 40s เรย์แบนได้พัฒนาแว่นตากันแดดออกมาเพิ่มอีก 2 รุ่น คือ Outdoorsman กับ Shooter ซึ่งถูกคิดค้นและพัฒนาเลนส์แบบไล่ระดับสี และเลนส์กระจกสะท้อน เพื่อส่งให้ทหารที่กำลังเข้าทำศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับช่วยป้องกันดวงตาจากแสงและฝุ่นต่างๆในสนามรบ

และยิ่งต่อมาได้มีการผลิตรุ่น Wayfarer ออกแบบโดย Raymond Stegeman ในปี ค.ศ. 1952 เนื่องจากในยุคนั้นดาราฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง Marilyn Monroe, Audrey Hepbuen, และ James Dean ต่างสวมใส่ออกงานต่างๆ ทำให้แว่นตากันแดดรุ่นนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และในปี ค.ศ. 2004 ผู้ผลิตแว่นตากันแดดยี่ห้อดัง “ Oakley ” ของสหรัฐฯ ก็ได้พัฒนาแว่นตากันแดดที่มีเครื่องเล่นดิจิทัลในตัวขึ้นมา

 

แหล่งที่มา   realmetro

Continue Reading...

ชุดนักเรียนไทย
Uncategorized

ต้นกำเนิด ชุดนักเรียนไทย

ชุดนักเรียนไทย ที่เราสวมใส่กันทุกคนนั้น มีต้นกำเนิด ที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์มากๆ

ชุดนักเรียนไทย มีขึ้นเป็นครั้งแรก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. 2428

ในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ มีพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พุทธศักราช 2428 และได้มีการแบ่งเป็นชุดนักเรียนชาย นักเรียนหญิง ดังนี้

ชุดนักเรียนชายไทย เครื่องแบบประกอบด้วย
• หมวกฟาง มีผ้าพันหมวกสีตามสีประจำโรงเรียน ติดอักษรย่อนามโรงเรียนที่หน้าหมวก
• เสื้อราชปะแตนสีขาว ดุมทอง
• กางเกงไทย (กางเกงขาสั้นอย่างที่นักเรียนใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนที่เรียกว่า กางเกงขาสั้นในสมัยก่อน คือ กางเกงรูเซีย เป็นกางเกงทรงกระบอกยาวถึงใต้เข่ารวบชายรัดไว้ใต้เข่า) สีดำ
• ถุงเท้าขาว หรือดำ
• รองเท้าดำ
• ถุงเท้า รองเท้า เป็นของราคาแพง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีทุกคน ส่วนใหญ่ไม่มีใช้

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖
กำหนดให้นักเรียนในหัวเมืองใช้เสือราชปะแตนสีเทา แทนเสื้อขาวได้ด้วย เสื้อเทาเป็นเครื่องแบบสำหรับเดินป่า ข้าราชการในกรุงเมื่อออกไปหัวเมืองให้ใช้เสื้อเดินป่าสีเทา แทนเสื้อขาว เพราะรักษาความสะอาดง่ายกว่า ปัจจุบันยังคงมีข้าราชการสำนักพระราชวังและสำนักราชเลขาธิการที่ยังคงรักษาธรรมเนียมนี้อยู่ เมื่อต้องไปปฏิบัติราชการต่างจังหวัดจะเปลี่ยนเสื้อเป็นสีกากีทั้งหมด

ต่อมาในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการจัดตั้งยุวชนทหาร และกำหนดให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ ๔ (เทียบกับปัจจุบันคือ ชั้น ม.๒ ขึ้นไป) ต้องเป็นยุวชนทหาร นักเรียนตั้งแต่ชั้นม.๔ ขึ้นไปจึงแต่งเครื่องแบบยุวชนทหารแทน

เครื่องแบบนักเรียน คือ
• หมวกทรงหม้อตาลสีกากีแกมเขียว หน้าหมวกเป็นโลหะมีอุณาโลมอยู่กลาง มีตัวอักษรว่า รักชาติยิ่งชีพ
• เสื้อเชิ้ตสีกากีแกมเขียว
• กางเกงขาสั้นสีกากีแกมเขียว
• ถุงเท้าดำ รองเท้าดำ
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผ้าขาดแคลน มีการเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบนักเรียนเป็น
• หมวกกะโล่สีขาว
• เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว ปักอักษรย่อนามจังหวัดพร้อมหมายเลขประจำโรงเรียนด้วยไหมสีน้ำเงิน โรงเรียนราษฎร์หรือสมัยนี้เรียกว่า โรงเรียนเอกชนปักสีแดง เช่น โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ใช้ ช.ม.๑ (ขึ้นต้นเลขที่ ๑ คือ โรงเรียนชายประจำจังหวัด แล้วต่อด้วยเลข ๒ โรงเรียนสตรีประจำจังหวัด แล้วจึงต่อด้วยเลข ๓ โรงเรียนประจำอำเภอ ต่อด้วยโรงเรียนประชาบาลไปจนครบทั้งจังหวัด)
• กางเกงขาสั้นสีกากี เข็มขัดหนังสีน้ำตาล
• ถุงเท้าน้ำตาล รองเท้าน้ำตาล มีก็ได้ไม่มีก็ได้

มีบางโรงเรียนที่มีเครื่องแบบพิเศษ เช่น โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (ปัจจุบันคือ วชิราวุธวิทยาลัย) โรงเรียนราชวิทยาลัย (ปัจจุบันคือ โรงเรียน -.ป.ร.ราชวิทยาลัย) โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ โรงเรียนพรานหลวง ใช้เครื่องแต่งกายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้าราชการพลเรือนในพระราชสำนัก ร.ศ. ๑๒๙ ประกอบด้วย
• หมวกหนีบสักหลาดสีน้ำเงินแก่ ติดตราพระมหามงกุฎเงินที่ขวาหมวก กับมีดุมพระมหามงกุฎเงินที่หน้าหมวก ๒ ดุม
• เสื้อราชปะแตนสีขาว ดุมพระมหามงกุฎเงิน ติดแผ่นคอพื้นน้ำเงินแก่มีแถบไหมเงินพาดกลาง กับมีอักษรย่อนามโรงเรียนทำด้วยเงิน ม.(มหาดเล็กหลวง) ร. (ราชวิทยาลัย) ช. (มหาดเล็กหลวงเชียงใหม่) และ พ. (พรานหลวง) ทับกึ่งกลางแผ่นคอทั้งสองข้าง
• กางเกงไทยสีน้ำเงินแก่
• ถุงเท้าดำ รองเท้าดำ
• เวลาเล่าเรียนปกติในโรงเรียนสวมเสื้อคอกลมผ้าป่านสีขาว ที่เรียกว่าเสื้อชั้นใน สวมกางเกงขาสั้น

เนื่องจากในช่วงแรกที่เริ่มวางรากฐานการศึกษาชาตินั้น มุ่งเน้นจัดการศึกษาสำหรับเด็กชาย การศึกษาสตรีจึงมาเริ่มเอาตอนปลายรัชกาลที่ ๕ แต่ก็ค่อยๆ เริ่มจัด จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๖
มีการจัดหลักสูตรสำหรับสตรีขึ้นเป็นการเฉพาะ และได้เริ่มมีการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับสตรีขึ้น
จึงเริ่มมีเครื่องแบบนักเรียนหญิง แต่ต้องขอประทานที่จำรูปแบบเสื้อไม่ได้ นุ่งผ้าซิ่นสีพื้น และต่อมามีกำหนดให้ติดเข็มอักษรย่อนามโรงเรียน เช่น โรงเรียนสตรีวัฒโนทัยพายัพ ติดเข็มอักษร ว พ ในวงกลม

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองจึงปรับเปลี่ยนมาใช้ดังที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

เครื่องแบบนักเรียนเป็นเครื่องแบบสำหรับนักเรียน ใช้ในสถาบันการศึกษา ใช้กันมากในระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา โดยการแต่งเครื่องแบบนักเรียนมีพื้นฐานมาจากการแต่งตัวให้เข้ากับกาลเทศะของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา
เครื่องแบบของนักเรียนชายส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยกางเกงขาสั้นหรือขายาวสีดำและเสื้อเชิ้ตสีขาวและอาจมีเนคไทด้วย ส่วนเครื่องแบบของนักเรียนหญิง ส่วนใหญ่แล้วประกอบไปด้วยเสื้อครึ่งตัวและกระโปรง
ในบางประเทศอนุญาตให้นักเรียนหญิงใส่กางเกงขายาว การใช้เสื้อสูทเหมือนเสื้อแจ็กเกตทั้งนักเรียนหญิงและนักเรียนชายนั้นถือเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะในประเทศที่อากาศหนาว ในขณะที่บางประเทศมีเครื่องแบบนักเรียนที่เป็นมาตรฐานให้ใช้สำหรับทุกโรงเรียน และบางประเทศมีเครื่องแบบนักเรียนแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน ในหลายโรงเรียนก็มีการจัดทำเข็มหรือตราสัญลักษณ์ติดหน้าอกด้วย

ปัจจุบันเครื่องแบบนักเรียนไทย มีรูปแบบการแต่งกายของผู้เข้าศึกษาในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ในสถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ประกอบกับระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนต่าง ๆ เอง…

Continue Reading...

กางเกงยีนส์
Uncategorized

‘ ยีนส์ ‘ แฟชั่นประวัติศาสตร์

กางเกงยีนส์ มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน มีความคลาสสิค มีความเป็นแฟชั่น และทุกๆ คนก็ใส่กัน ประวัติศาสตร์ยีนส์นั้นมีมานานกว่า 142 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 1873

กางเกงยีนส์ ยีนส์ jeans คือกางเกงที่ทำจากผ้าฝ้ายหยาบ แต่เพื่อความหลากหลายมักใช้ผ้าที่มีริ้ว เดิมทีผลิตเพื่อการทำงาน แต่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นเริ่มจากทศวรรษที่ 50 มีแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอย่าง ลีวายส์ แรงเลอร์ เป็นต้น ทุกวันนี้ยีนส์ถือว่าเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมทั่วทุกมุมโลก มีหลากหลายรูปแบบและสีสัน

1873s
กางเกง ยีนส์ รุ่นแรกที่ถูกจดสิทธิบัตรในอเมริกา ลักษณะดูโคร่งๆ และมีกระเป๋าข้างเดียว “มันถูกเรียกว่า “XX” ซึ่งเป็นชื่อของผ้ายีนส์ที่ใช้ทำครั้งแรก และเป็นผ้ายีนส์ที่ดีที่สุดในอเมริกา” ลีวายส์อธิบาย “ผ้ายีนส์นี้มาจากบริษัท Amoskeag Manufacturing ในแมนเชสเตอร์ นิวแฮมป์เชียร์ เป็นผ้าที่มีชื่อเสียงมาก เราจึงตัดสินใจนำมาตั้งเป็นชื่อกางเกงยีนส์รุ่นแรกนี้”

1910s เอี๊ยมยีนส์
ช่วงเวลานั้น ใครบางคนได้เกิดไอเดียที่จะให้กางเกงยีนส์มีสายคาด ดังนั้นเอี๊ยมยีนส์จึงถือกำเนิดขึ้นมา ภาพด้านบนนี้คือปี 1918 ที่แสดงให้เห็นถึงนักศึกษาชาวอเมริกันในฟาร์มแห่งหนึ่ง พวกเธอกำลังทำงานแทนผู้ชายที่ถูกเรียกไปเข้ากรมทหารในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1

1920s – 1930s ยีนส์สำหรับคนงาน ชาวไร่ และคาวบอย
ยีนส์ในยุคนี้ค่อนข้างเอวสูงและขากว้าง เพื่อที่จะไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงาน ส่วนยีนส์ผู้หญิงก็จะเป็นสำหรับใส่ในฟาร์มหรือในไร่

1940s ยีนส์สำหรับสาวๆ
ปกติแล้วยีนส์ไม่ได้ทำมาสำหรับผู้หญิง จนกระทั่งสาวๆ เริ่มเข้ามาทำงานตามโรงงาน ปกติจะเป็นงานของผู้ชาย แต่ด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัย แรงงานสาวๆ จึงเป็นที่ต้องการมากกว่า และพวกเธอก็เริ่มใส่ยีนส์ ซึ่งช่วงต้นทศวรรษที่ 1940 ยีนส์ก็ถูกดีไซน์ให้เหมาะสำหรับผู้หญิงมากขึ้นด้วย

1950s ยีนส์กลายเป็นแฟชั่น
มันเป็นช่วงทศวรรษแห่งความรุ่งเรืองสำหรับกางเกงยีนส์ ที่เปลี่ยนจากกางเกง “ทำงาน” กลายเป็น “แฟชั่น” สำหรับหนุ่มสาว รูปลักษณ์ของยีนส์ถูกออกแบบให้พอดีตัวมากขึ้น มีซิป และมีการพับที่ปลายขากางเกง

1960s สีใหม่ ทรงใหม่
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 กางเกงยีนส์ได้กลายมาเป็นแฟชั่นอย่างเต็มตัว จากกางเกงแบบเดียวทรงเดียวใช้ใส่ทำงาน กลายมาเป็นหลากสี หลายทรง มีหลายแบบให้เลือกสรร

1970s ขากระดิ่งครองเมือง
รูปทรงยีนส์ในช่วงเวลานี้เปลี่ยนไป ทุกคนนิยมการใส่กางเกงขากระดิ่งที่มีช่วงปลายขาที่บานออก ผู้คนมักใส่คู่กับแจ็คเก็ตยีนส์ และรองเท้าส้นหนา

1980s ฟอกสี ขาดๆ
ในช่วงทศวรรษที่ 1980 จะกลับมาสู่สภาวะปกติ แต่ยีนส์แนวฟอกสี ยีนส์ขาดๆ จะเริ่มมาแรงในช่วงนี้ รวมไปถึงแนวกรันจ์ (แนวพังค์ + แคชชวล) ที่มาแรงต่อไปยังยุค 90s

1990s ยีนส์คุณแม่
โชคร้ายสำหรับวัยรุ่นปี 90 ที่สไตล์ยีนส์จะดูเชยไปนิด ทรงจะเป็นแบบเอวสูง ช่วงบนจะพองๆ ขาไม่แคบ ใส่แล้วดูโคร่งๆ แต่ในช่วงปลายทศวรรษ กางเกงขากระดิ่งได้กลับมาฮิตอีกครั้ง

2000s ยีนส์เอวต่ำ
ถึงแม้ในช่วงต้นทศวรรษ กระแสยีนส์ขากระดิ่งในยุค 1970s จะมาแรง แต่โดยรวมแล้วในยุคนี้ ผู้คนนิยมใส่ยีนส์เอวต่ำหลุดตูดกัน รวมไปถึงกางเกงยีนส์ที่มีการประดับประดาของวิบวับที่กระเป๋าหลังอีกด้วย

 

แหล่งที่มา  petmaya

Continue Reading...

เครื่องทอง
Uncategorized

เครื่องทอง ทองโบราณ

เครื่องทอง ทองโบราณ ประวัติความเป็นมา

เครื่องทอง โบราณ หรือ ทองศรีสัชนาลัยเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงของชาวบ้านตำบลท่าชัยและ ตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยที่บรรจงทำทองรูปพรรณเลียนแบบอย่างเครื่องทองสมัยโบราณได้ อย่างสวยงาม จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของชาวไทยและชาวต่างชาติ เริ่มแรกทองโบราณเกิดขึ้นมาจากความคิดของช่างทองตระกูล “วงศ์ใหญ่” โดยมีนายเชื้อ วงศ์ใหญ่ อยู่ที่ตำบลศรีสัชนาลัย มีอาชีพทำทองและรับซื้อทองเก่าหรือวัตถุโบราณ ทำให้มีโอกาสเห็นเครื่องทองรูปพรรณแบบโบราณต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก และนับวันจะหายากยิ่งขึ้น

วันหนึ่งมีผู้นำสร้อยโบราณที่ได้จากริมฝั่งแม่น้ำยมมาให้ดู จึงเกิดความคิดที่จะทำสร้อยลายแบบนี้มาก สร้อยที่เห็นนั้นเป็นสร้อยที่ทำด้วยสัมฤทธิ์ถักสานเป็นสร้อยสี่เสา จึงได้แกะลายออกมาศึกษา แกะออกมาทีละปล้อง ทีละข้อ ใช้ลวดทองแดงถักร้อยตามรูปแบบเดิม แต่ไม่สำเร็จจึงตัดสินใจไปหาชาวบ้านที่มีอาชีพถักสานกระบุง ตะกร้าให้มีลวดลายมาลองถัก หลังจากนั้นจึงได้ใช้ทองคำที่เป็นเนื้อทองสมัยใหม่มาถักสาน เรียกว่า สร้อยสี่เสา นับเป็นสร้อยเส้นแรกที่เลียนแบบโบราณได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ได้ผลิตนำออกจำหน่ายที่ร้านขายของเก่าในจังหวัดเชียงใหม่ และร้านขายทองในตลาดสวนจตุจักร กรุงเทพมหานคร ทำให้ทองโบราณเป็นที่ รู้จักของคนทั่วไป และได้รับความนิยมอย่างสูง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันการทำทองโบราณที่อำเภอศรีสัชนาลัยนั้นเป็นงานฝีมือ ทุกขั้นตอน รูปแบบที่นำมาผลิตได้จากรูปแบบเครื่องทองโบราณ ลวดลายประติมากรรม ลายปูนปั้น จิตรกรรมฝาผนัง ตลอดจนเครื่องทองโบราณจากแหล่งอื่น ๆ มาประมวลกันและมีการพัฒนาตกแต่งในการลงยา คือ การตกแต่งเครื่องทองให้มีสีสันสวยงาม โดยใช้หินสีบดให้เป็นผงละเอียดคล้ายทรายแก้ว นำไปแต่งหรือทาบนเครื่องทอง แล้วเป่าไฟให้เนื้อทรายหลอมติดกับเนื้อทองเป็นสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน เป็นต้น รูปแบบทองโบราณศรีสัชนาลัยจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างเด่นชัด

การทำทองโบราณศรีสัชนาลัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ประเภทเครื่องประดับ เช่นสร้อยสามเสา สี่เสา ห้าเสา หกเสา แปดเสา สร้อยก้านแข็ง กำไลข้อมือ กำไลหลอด ข้อมือถักลายเปีย แหวนทอง แหวนทองลงยา เข็มขัด ต่างหู เข็มกลัด และเครื่องประดับอื่นๆ
2. ประเภทเครื่องใช้สอย เช่น กระเป๋า ผอบ เชี่ยนหมาก กระถางโพธิ์เงิน กระถาง โพธิ์ทอง เสื้อถักทอง กรอบรูปทอง เป็นต้น
ทองโบราณเป็นงานหัตถกรรมที่ประณีต งดงามและมีคุณค่าสูงยิ่งควรแก่การส่งเสริมให้คงไว้ตลอดไป

เครื่องทองสุโขทัยนับได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ด้วยมีลักษณะพิเศษจากกระบวนการผลิต การถักเส้นทองอย่างงดงาม แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว บ่งบอกถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของสุโขทัยได้เป็นอย่างดี
ทองสุโขทัยหรือเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปอีกชื่อหนึ่งว่า “ทองโบราณ” เนื่องจากมีการศึกษาและฟื้นฟูกรรมวิธีการถักทองของคนโบราณขึ้นมาใหม่ ด้วยผู้ที่ริเริ่มฟื้นฟูกระบวนการผลิตทองโบราณได้แก่ นายเชื้อ วงศ์ใหญ่ ผู้สร้างตำนาน “ทองโบราณสุโขทัย”
นายเชื้อ วงศ์ใหญ่ ได้เรียนรู้วิชาของช่างทำทองจากช่างทองชาวจีน 2 คน ชื่อนายพ้ง กับ นายขุ่ย ซึ่งอพยพมาจากกรุงเทพฯ นายเชื้อได้สั่งสมประสบการณ์การทำทอง จนกระทั่งสามารถทำทองได้เองทุกขั้นตอน จึงได้เปิดร้านทำทองตามที่ลูกค้าสั่ง ซึ่งขณะนั้นผลงานส่วนใหญ่จะมีรูปแบบเรียบง่าย และใช้กระบวนการทำทั้งหมดด้วยมือ
โดยใช้เครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเองอย่างง่าย ๆ นายเชื้อได้ถ่ายทอดวิชาช่างทองทั้งหมดให้บุตรสาว คือ คุณสมสมัย ให้เป็นคนสานต่อการทำทอง ต่อมาได้ก่อตั้ง “บ้านทองสมสมัย”ขึ้นในอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

แหล่งที่มา sites

Continue Reading...

สร้อยข้อมือ
Uncategorized

สร้อยข้อมือ ประวัติความงามสมัยก่อน

 

สร้อยข้อมือ หรือ กำไล ากหลักฐานทางโบราณคดีทำให้เราทราบว่า กำไลเป็นเครื่องประดับที่ได้รับความนิยมจากคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยจะพบกำไลฝังร่วมกับโครงกระดูกมนุษย์ โดยคนสมัยก่อนจะใช้ของที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาทำกำไล เช่น หิน เปลือกหอย กระดองเต่า และงาช้าง เป็นต้น และเมื่อมนุษย์มีความสามารถทางด้านโลหะกรรม ก็มีการนำโลหะหรือสำริด(โลหะผสมระหว่างดีบุกและทองแดง) มาผลิตเป็นกำไลรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำแก้วมาทำกำไลอีกด้วย โดยเราได้พบหลักฐานที่ใช้หรือเหลือจากการผลิตกำไล เช่น หินงบน้ำอ้อย(เป็นหินที่เกิดจากการเจาะแกนกลางของกำไลหิน มีรูปร่างแบนและกลมคล้ายเหรียญขนาดใหญ่) และแม่พิมพ์กำไล เป็นต้น หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคนในชุมชนแห่งนั้นสามารถผลิตกำไลใช้เองได้แล้ว

เป็นเครื่องประดับที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์
เพราะคนสมัยนั้นนิยมนำวัสดุของใช้จากธรรมชาติมาทำเป็นกำไลข้อมือ
สวยๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกำไลจากเปลือกหอย หิน งาช้าง กระดูกของสัตว์และอีกมากมาย
เพราะเชื่อว่าสามารถนำโชคดีและป้องกันภัยให้ได้

ต่อมาพอคนเราเริ่มหันมาทำกำไลกันเพื่อความสวยงาม ก็เริ่มมีการนำเงินบ้างทองบ้างมาทำเป็นกำไล แล้วประดับด้วยเพชรพลอยสวยๆมากขึ้น บ้างก็มีการแกะสลักด้วยดีไซน์ที่เกี่ยวข้องกับพลังพิเศษต่างๆ ตามความเชื่อของคนในสมัยนั้น

จนการทำกำไลข้อมือใส่ในสมัยก่อนเป็นที่นิยม ไม่แพ้สมัยเราเลย จนในปัจจุบันนี้ กำไลข้อมือนั้นยังได้รับความนิยมอยู่เช่นเดิม
แต่รูปแบบของกำไลก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย และถูกออกแบบให้มีความสวยงามและสื่อความหมายที่ชัดเจนมากขึ้น

แหล่งที่มา mizuchol

Continue Reading...