สีทาเล็บ
Uncategorized

ประวัติความเป็นมา ของสีทาเล็บ

ถ้าจะเอ๋ยถึง สีทาเล็บ ก็ต้องท้าวความไปถึง ประวัติความเป็นมาของการดูแลเล็บ พวกเราจะต้องย้อนกลับไป
4,000 ปีก่อนตั้งแต่ยุคบาบิลอน เลยมาถึงตอนในยุคสมัยอียิปต์โบราณ

ที่มีการปรากฏของงานด้านการเขียนในสมัยนั้น ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับชนชาวอียิปต์ไม่ว่าจะชายและหญิง
จะมีการพ่นสีแดงบนพวงแก้มและรอบดวงตาของพวกเขา

ตลอดจนทำเฮน่าในช่วงแขนแล้วก็ฝ่ามือ อีกทั้งยังใช้ทองคำบริสุทธิ์เพื่อมาตกแต่งเล็บ
ซึ่งสามารถตรวจพบเครื่องมือทำเล็บด้วยทองคำในสุสานของชาวอียิปต์โบราณอยู่ด้วย

แล้วก็ในยุคที่มีความเฟื่องฟูสูงสุด ชาวอียิปต์โบราณจะไว้เล็บยาวทาเล็บสีแดงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอิสระ
ไม่ได้ตกเป็นแรงงานหรือทาส

ดังนั้นเล็บที่ตกแต่งอย่างดีมีสงวนไว้สำหรับคนเพียงแค่สถานะสูงสุดในสังคม หลังจากนั้นราชินีของชาวอียิปต์โบราณ
จึงได้ประกาศว่าขุนนางเท่านั้นเลยจะได้รับอนุญาติให้มี สีทาเล็บ สีแดงปรากฏบนเล็บมือ

และไม่ใช่เพียงแค่ชาวอียิปต์โบราณเท่านั้น ในฝั่งเอเชียของเราที่ปรากฎให้เห็นเป็นลักษณะก็คือขุนนางชาวจีน
ยิ่งมีสถานะในสังคมสูงก็จำเป็นที่จะต้องไว้เล็บให้ยาวขึ้น

Continue Reading...

ลูกปัดร้อยผม
Uncategorized

ลุกปัดร้อยผมกิ๊บเก๋ ยุค 90 เทรนด์ไม่มีเอ้าท์

ทั้งเทรนด์แฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องประดับ ไปจนถึงทรงผม อย่าง ลูกปัดร้อยผม กระแสที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก
ในตอนนี้คือสไตล์ยุค 90s  ซึ่งค่อนข้างจะมีความฉูดฉาด เน้นสีสันสดใส และให้อารมณ์สนุกสนาน

 

ลูกปัดร้อยผม

สำหรับสาวๆ ที่มองหาแรงบันดาลใจในการครีเอทลุคเป็นสาวยุค 90s กันอยู่ เช่นเดียวกับการถักเปีย เส้นผม
พร้อมกับมีลูกปัด ที่เอาเข้าไปร้อยในผมถักด้วย

ลูกปัดร้อยผม เป็นที่นิยม ฮิตฮอตมาก ในช่วงประมาณ พ.ศ 2539 เรียกได้ว่าฮิตสุดๆ ในยุค 90s ทั้งเด็ก
สาวๆวัยรุ่นยุคนั้น และก็ยังเป็นที่นิยม เหล่าดารานักร้องหลายๆคน

และล่าสุด ในปัจจุบันนี้ แฟชั่นนี้ก็กลับหวนคืนมาอีกครั้ง กับทรงผมที่ปล่อยยาว แต่จะแอบมีกิมมิกด้วยการแบ่งปอยผม
มาถักเปียพร้อมกับเชือก หรือ ร้อยลูกปัดสีสันต่างๆ เอาไว้ด้วย

และจะยิ่งดูคูลมากขึ้นไปอีก เมื่อทำคู่กับการใส่แจ็กเก็ตยีนส์ตัวใหญ่ๆ ซึ่งจะให้ความรู้สึกสดใส และอารมณ์สนุกสนาน
ในแบบแฟชั่นแนวสตรีท

Continue Reading...

Choker
Uncategorized

Choker สร้อยคอในตำนาน ยุค 90s

Choker แฟชั่นเครื่องประดับในตำนาน เป็นที่นิยมมากในยุค 90s โชคเกอร์ ก็คือ สร้อยติดคอ สร้อยที่พอดีกับลำคอโดยไม่มีความยาวเหมือนกับสร้อยแบบอื่น ๆ
สร้อยเส้นไหนที่ติดลำคอก็สามารถเรียกว่า โชคเกอร์ ได้ไม่ว่าจะเป็นสร้อยที่ทำมาจากผ้า หนัง เงิน ทอง ลูกปัดหรืออะไรก็ตาม

โชคเกอร์ ได้กลับมาอยู่ในเทรนด์ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเริ่มมาจากเหล่าแฟชั่นนิสต้าหลาย ๆ คนต่างก็หยิบ โชคเกอร์ มาใส่เดินอวดโฉมกันในงานแฟชั่นวีค
ของ 4 เมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน มิลาน จนเทรนด์เริ่มขยายมาที่ฝั่งเอเชียบ้านเรา อย่างเช่นที่เกาหลีและญี่ปุ่น

เทรนด์ของโชคเกอร์ อาจจะเบา ๆ ลงไปตั้งแต่ช่วงกลางปี แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น โชคเกอร์กลับเริ่มฮิตขึ้นเสน่ห์ของโชคเกอร์ก็คือ
มันดูเซ็กซี่และน่าค้นหา บางทีเราแต่งตัวธรรมดา ๆ แต่แค่ใส่โชคเกอร์ก็ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้ลุคของเรา…

Continue Reading...

ประวัติถุงเท้า
Uncategorized

ประวัติและที่มาของ ถุงเท้า เริ่มต้นมาจากอะไร?

ประวัติถุงเท้า ได้รับการพัฒนามาเป็นระยะเวลานับศตวรรษตั้งแต่รุ่นเก่า ซึ่งทำสมัยก่อนจะนิยมทำมาจากหนังสัตว์ที่รวบขึ้นและผูกกับข้อเท้า ในช่วง 8 ศตวรรษก่อนคริสตกาล
ชาวกรีกโบราณจะสวมถุงเท้าขนสัตว์ที่ขมวดเป็นปมเพื่อความอบอุ่น ชาวโรมันโบราณเอง ก็สวมใส่เท้าของพวกเขาด้วยผ้าหนังหรือผ้า โดยในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 ได้มีการเรียกถุงเท้าว่า
“สนับแข้ง” ที่ได้รับการสวมใส่โดยบุคคลผู้อยู่ในสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ในทวีปยุโรปเพื่อบ่งบอกและเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ และในช่วง ค.ศ. 1000 ถุงเท้า
ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งในหมู่ขุนนาง นอกจากนี้ ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 ได้มีการออกแบบประดับบนข้อเท้าหรือด้านข้างของถุงเท้า ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ลายข้างถุงเท้า

ในช่วง ประมาณ 800 ปีก่อนคริสตกาล กรีกโบราณใส่ถุงเท้าที่ทำจากขนสัตว์เพื่อให้เท้าอุ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก หากปล่อยให้เท้าเย็นเกินไป จะทำให้ไม่สบายได้
ชาวโรมันเองจะพันเท้าของพวกเขาผ้าหรือหนังสัตว์ ส่วนคริสตศตวรรษที่ 5 เองนั้นถงเท้าจะถูกเรียกว่า “puttee” ในคศ. 1000 ถุงเท้ากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและแสดงฐานะของตน

เมื่อ มีการประดิษฐ์เครื่องถักในปี 1589 ซึ่งเครื่องถักนี้ทำงานได้เร็วกว่าทำมือถึง 6 เท่า แต่ยังคงใช้ทำงานร่วมกันจนกระทั่งในยุคปี 1800 และในปี 1938 ได้มีการใช้ไนลอนทำถุงเท้าเป็นครั้งแรก
เพราะแต่ก่อนแต่ไร ถุงเท้าจะถูกผลิตจาก ผ้าไหม ฝ้ายและขนแกะ

ใน ปัจจุบันเองนี้ ถุงเท้าสามารถผลิตได้จากวัตภุดิบที่หลากหลาย เช่น ฝ้าย ขนแกะ อครีลิค ไนลอน โพลีเอสเตอร์ โพลิโพรพิลีน หากอยากถุงเท้านุ่มมากหน่อยก้ใช้ ผ้าไหม ไม้ไผ่ ลินิน
และอื่นๆทำถุงเท้า ส่วนสีของถุงเท้าสามารถทำได้ทุกสีตามใจผู้ทำ…

Continue Reading...

ที่คาดผม
Uncategorized

ส่องที่มาของแฟชั่น ที่คาดผม

ที่คาดผม แต่ก่อนเป็นเทรนด์ที่มาพร้อมกับการแต่งตัวของสาว สไตล์ “โบฮีเมียน” สาวๆที่ชื่นชอบการแต่งตัวสไตล์รกรุงรัง ที่ไม่พิถีพิถันในเรื่องการแต่งกายมากนักชอบใส่เสื้อผ้าแบบเนื้อบางเบา
สบายๆไม่ยุ่งยาก และชอบใส่เครื่องประดับต่างๆ เช่น แหวน สร้อยข้อมือข้อเท้า ลูกปัดร้อยเป็นเส้นๆ และที่คาดผม เพื่อเสริมลุคให้ดูเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ซึ่งสาวๆ
ที่ชื่นชอบการแต่งกายสไตล์นี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่รักอิสระไม่ชอบอยู่ในกรอบและกฎเกณฑ์ที่ตายตัว

ด้วยความไม่หยุดนิ่งของโลกแฟชั่น ยิ่งวันเวลาผ่านไปนานๆ แฟชั่นเดิมๆ ก็เริ่มหวนกลับคืนมาให้ได้รับความนิยมอีกครั้ง ดังนั้น จึงทำให้การแต่งกายของสาว “โบโฮ” โดยเฉพาะที่คาดผม
ได้กลับมาฮิตอีกครั้งในยุดสมัยนี้

แต่การกลับมาของที่คาดผมในยุคนี้กลายเป็นแฟชั่นที่สร้างสีสันให้กับสาวๆ ให้ตื่นเต้นมากกว่าเดิม เพราะมีดีไซน์แปลกตาและเก๋ไก๋ให้เลือกสวมใส่เข้าชุดกับเดรสสั้น เดรสยาวหรือกางเกงขาสั้นที่กำลังฮิต
มีหลากหลายแบบหลายสไตล์ รวมไปถึงที่คาดผมสำหรับออกงานกลางคืนที่ประดับด้วยคริสตัลแพรวพราว

ดาว พนักงานขายสินค้ากิฟท์ชอปแห่งหนึ่งย่านสยามสแควร์เล่าว่า แฟชั่นนี้เริ่มจากดาราฮอลลีวูดที่ลุกขึ้นมาใช้ที่คาดผมแบรนด์เนมเพื่อเพิ่มความเก๋ให้กับเสื้อผ้าหน้าผม จากนั้นก็เริ่มกระจายแฟชั่นนี้
มายังเอเชียและเมืองไทย โดยมีดารานางแบบใส่ที่คาดผม ประกอบเข้าฉากในละครและใส่ออกงาน จึงทำให้กลายมาเป็นแอคเซสเซอรี่ลำดับต้นๆ ที่ลูกค้าแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อมากที่สุด

สำหรับรูปแบบนั้นก็มีหลากหลาย เป็นแบบมีโบอยู่ข้างๆ หรือตรงกลาง โดยมีลักษณะเหมือนมีริบบิ้นมาพันเป็นโบ ซึ่งรูปแบบนี้ถือว่าสำเร็จรูปมากที่สุด ต่อมาเป็นแบบหินสีๆ หรือเพชรพลอย
ประดับคริสตัลให้แวววาว และแบบริบบิ้นที่ใช้ผ้าลูกไม้ต่างๆ ที่มีลักษณะยาวหน่อย ซึ่งส่วนใหญ่นำมาโพกศีรษะและปล่อยทิ้งชายผ้าให้ยาวลงมา

นอกจากนี้ ยังมี “เชือกคาด” หรือ “อันดา” เพราะมีลักษณะเป็นเส้นๆ เหมือนสาวชาวเกาะใส่กัน ซึ่งมีทั้งแบบเกลียวถัก หรือเปียหลากสี ซึ่งหลายคนจะนำมาคาดที่บริเวณตรงกลางหน้าผาก
หรือเพิ่มความเซ็กซี่ขึ้นมาอีกนิดโดยการนำมาคาดที่บริเวณตีนผมเหนือหน้าผากก็ได้รับความสนใจจากแฟชั่นนิสต้าไม่น้อย

“รูปแบบที่ลูกค้าสนใจมากที่สุดคือแบบที่ประดับด้วยเพชรพลอยหรือคริสตัล เพราะใส่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน จากนั้นก็จะเป็นริบบิ้นผ้าลูกไม้แล้วปล่อยชายให้ยาว เพราะสามารถใส่ได้ทุกโอกาส” ดาว…

Continue Reading...

ผ้าพันคอ
Uncategorized

จุดกำเนิด ผ้าพันคอ มีขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

ประวัติของ ผ้าพันคอ ย้อนกลับไปในยุคของโรม มีผ้าเช็ดหน้าที่ชายชาวโรมันใช้ในการซับเหงื่อที่คอและใบหน้า
หรือที่เรียกชื่อในภาษาละตินว่า Sudarium ชาวโรมันได้พัฒนาผ้าพันคอให้เป็นที่นิยม โดยการใช้ผูกปมเป็นเข็มขัด
หรือไม่ก็สวมรอบคอ และกลายเป็นกระแสนิยมนี้พัฒนาไปถึงผู้หญิงด้วย และตั้งแต่นั้นมาผ้าพันคอก็เป็นเสมือนความนิยมในหมู่สาวๆ

ผ้าพันคอทำจากผ้าแทนขนสัตว์นั้นเป็นสัญลักษณ์ของตำแหน่งในการสงคราม ในสมัยจักรพรรดิ์จีน Shih Huang Ti

และต่อมาก็เป็นที่แพร่หลายในวงการค้าขายชาวโครเอเชี่ยน ซึ่งไม่ใช้ผ้าพันคอขนสัตว์แต่เป็นผ้าพันคอผ้าฝ้ายธรรมดา

และใช้ผ้าพันคอผ้าไหมสำหรับทหารหรือพนักงานบริษัท โดยเรียกว่า Kravata ต่อมาชาวฝรั่งเศสเรียกว่า Cravats
ใช้เป็นผ้าผูกคอหรือ เน็คไทมีสีสันสวยงามและแตกต่างยิ่งขึ้น แต่เหมือนจะกลายเป็นแนวโน้มที่ถือเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองของ

ผู้ประท้วงจนศตวรรษที่ 19 กระแสนิยมในผ้าพันคอหรือเน็คไทกลับมาอีกครั้งและกลายเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มต้องมีอยู่ใน
ตู้เสื้อผ้าจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นที่มาที่ผ้าพันคอและเน็คไทถูกออกแบบมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกาย ทั้งชาย

ผ้าพันคอ ในประเทศไทยมีมานาน ตั้งแต่สมัยที่มีการแพร่เข้ามาของวัฒนธรรมยุโรป แต่หายไปเป็นระยะ และมีแฟชั่นคู่รัก
ที่ฝ่ายหญิงยอมอดหลับอดนอนถักผ้าพันคอให้หนุ่มที่รัก สาเหตุอาจเป็นเพราะไทยมิใช่เมืองหนาว อากาศไม่หนาวจน

ติดลบหรือหิมะตกจนแถบแข็ง ผ้าพันคอ จึงแพร่หลายในประเทศแถบขั้วโลก หรือตอนเหนือเช่น ยุโรป อเมริกา และ
เอเชียตะวันออกเช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มากกว่าประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร ที่มีสภาพอากาศร้อนยาวนานอย่างในไทย

แต่การที่กระแสแฟชั่นผ้าพันคอมาแรงคงจะหนีไม่พ้น กระแสการแต่งตัวสไตล์เกาหลีหรือที่เรียกกันว่า KPOP
ของดารานักร้องทั้งเกาหลีและไทย ที่ไหลเรื่อยมาจนถึงฤดูหนาวของบ้านเราพอดิบพอดี อีกทั้งการตีตลาดของผู้ผลิต

ที่แข่งขันกันอย่างสูงขึ้น ทำให้ผ้าพันคอหลายแบบหลาก สไตล์หาซื้อได้ทั่วไปในที่ชุมชนค้าขาย ถือว่าเป็นความ
พยายามของพ่อค้าแม่ค้าที่เลียนแบบลวดลายให้โดนใจวัยรุ่น และปรับเปลี่ยนเนื้อผ้าผ้าพันคอให้เหมาะกับสภาพอากาศ

ที่สำคัญคือการลดต้นทุนให้ถูกที่สุดและสามารถขายได้มากที่สุด แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่ตลาดย่อยเท่านั้น ตลาดใหญ่ของ
สินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย เช่น Hemmes, Etro, Ferrigamo, Marisol Deluna, Emilio Pucci, Nicole Miller
ก็ไม่ยอมแพ้ ต่างออกแบบผ้าพันคอเอาใจหนุ่มสาวมาดเนียบ ที่พอมีเงินเหลือใช้ทั้งหลาย ได้ใส่อวดโฉมกัน…

Continue Reading...

กางเกงขาม้า
Uncategorized

ที่มาของ เทรนด์แฟชั่นกางเกงขาม้า

ตลอดระยะเวลา ช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความบานของ กางเกงขาม้า ได้ขยายขึ้น และหดลงในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ในรูปที่หลากหลาย แต่รูปทรงของกางเกงขาม้า
หรือขากระดิ่งนั้นจริงๆแล้วมีให้เห็นครั้งแรกในชุดเครื่องแบบทหารเรือในสมัยยุค 1800s ซึ่งเหตุผลหลักๆที่ขากางเกงทหารเรือต้องเป็นรูปทรงขากระดิ่ง

ก็เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เหล่าทหารตกเรือ ได้ง่ายๆตอนปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งยังสามารถทำให้ถอดออกได้ง่ายเวลากางเกงเปียกน้ำ แต่หลังจาก ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ก็มีทหารเรืออมเริกันบางกลุ่มที่อยากให้มีการปรับโฉมชุดเครื่องแบบ เพราะพวกเขาให้ความเห็นว่าไอ้กางเกงขากระดิ่งที่ใส่ๆกันอยู่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรขนาดนั้น
แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ยังเป็นเสียงส่วนน้อยอยู่ดี เพราะเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของทหารเรือส่วนใหญ่ยังคงชอบเครื่องแบบดีไซน์เดิมมากกว่า

คราวนี้มาดูเรื่องของฟังค์ชั่น มาที่ความ ฟั้งค์ funk กางเกงขาม้าของยุค ’60s และ ’70s ถือเป็นสัญลักษณ์ความเคลื่อนไหวของยุคฮิปปี้ เช่นเดียวกับยุคดิสโก้
และถ้าจะให้เราโหวตว่าศิลปินคนไหนในยุคนั้นที่ใส่กางเกงขาม้าได้เปรี้ยวที่สุดแล้วละก็ เราคงต้องยกให้สาวสูงหุ่นดี สไตล์ไอคอนอย่างสาว Cher เทรนด์เซ็ตเตอร์ตัวจริงเสียงจริงของยุคนั้น

และแน่นอนเลยว่า ความคลาสสิคของกางเกงขาม้า ไม่มีวันตายจริงๆ เพราะ 20-30 ปีต่อมาในยุคปลายๆ ’90s และปี 2000 ต้นๆ เทรนด์กางเกงขาม้าก็กลับมาฮอตฮิตอีกครั้ง
โดยสาวๆจะนิยมใส่แบบเอวต่ำคู่กับเสื้อสายเดี่ยว หรือเสื้อกล้าม เผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบให้พอแบบวับๆแวมๆ ส่วนในปีนี้ เห็นทีกางเกงทรงสกินนี่ทั้งหลายต้องรีบหลบด่วน

เพราะว่าทุกรันเวย์ในงานแฟชั่นวีคต้อนรับฤดูกาล Spring/Summer 2015 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์หรูอย่าง Saint Laurent, Tom Ford, Tommy Hilfiger, Coach และ Derek Lam
ก็ต่างนำแฟชั่นกางเกงขาม้า ขากระดิ่งย้อนยุคจากช่วงปี ’70 สมัยคุณแม่ยังสาวกลับมาปัดฝุ่นใหม่ ให้อินเทรนด์ และดูเนี้ยบ ร่วมสมัยมากกว่าเดิม
แต่ก็ยังคงกลิ่นอายความเป็นสาวขี้เล่นหน่อยๆ เหมือนภาพสุดไอคอนิคตลอดกาลของดาราสาว Farrah Fawcett บนสเก็ตบอร์ด…

Continue Reading...

Uncategorized

ย้อนวัยตามหา ที่มาของ ” ของแฟชั่นกิ๊บติดผมกัน “

สมัยก่อน ผู้หญิงกรีกและโรมันใช้ปิ่นปักผมลักษณะเหมือนเข็มด้ามตรงยาวเป็น เครื่องประดับผม รูปร่างของปิ่นปักผมนี้ถอดแบบมาจากกระดูกสันหลังของสัตว์และไม้มีหนาม
ซึ่งคนยุคดั้งเดิมใช้เหน็บผม พวกชนเผ่าต่าง ๆ ในยุคปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ จากสุสานโบราณในทวีปเอเชีย นักโบราณคดีขุดค้นพบปิ่นปักผมจำนวนมาก มีทั้งที่ทำขึ้นจากกระดูก
เหล็ก สำริด เงิน และทอง บางอันเรียบ บางอันสลักลวดลาย แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ปิ่นปักผมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า รูปทรงของปิ่นปักผมไม่เปลี่ยนแปลงเลยในช่วงเวลานับหมื่นปี

พระนางคลีโอพัตรา (ปี 69 ถึง 30 ก่อนคริสตกาล) โปรดปิ่นปักผมงาช้างฝังเพชร ยาวประมาณ 7-8 นิ้ว ชาวโรมันคิดทำปิ่นปักผมที่เป็นโพรงกลวงเพื่อชุกซ่อนยาพิษ
แบบเดียวกับปิ่นปักผมที่เล่าลือกันว่าพระนางคลีโอพัตราใช้เพื่อปลิดพระชนม์ชีพ

ปิ่นปักผมตรงยาววิวัฒนาการมาเป็นกิ๊บติดผมรูปตัวยูในช่วงเวลาสองศตวรรษ แฟชั่นสวมวิกในศาลฝรั่งเศสสมัยศตวรรษที่ 17 ทำให้คนจำเป็นต้องตัดผมสั้นหรือ
ไม่ก็เก็บผมให้ติดกับศีรษะมากที่สุด ด้วยเหตุนี้กิ๊บติดผมจึงกำเนิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่สองประการ คือ หนึ่ง-ตรึงวิกไม่ให้หลุดจากศีรษะ และ สอง-เก็บผมให้เรียบร้อยดูดีเมื่อถอดวิกออก

เมื่อกิ๊บตัวเล็กสองขาทำจากลวดเหล็กชุบสีดำ ถูกผลิตขึ้นมาอย่างเป็นล่ำเป็นสันในศตวรรษที่ 19 กิ๊บดำนี้ก็ทำให้ ปิ่นปักผมกลายเป็นของล้าสมัยไปเลยตั้งแต่นั้นมา

Continue Reading...

ความเป็นมาของรองเท้า
Uncategorized

ต้นกำเนิดรองเท้าคู่แรก ประวัติและความเป็นมา

ต้นกำเนิดและประวัติ ความเป็นมาของรองเท้า ในปัจจุบันมันมีความหลากหลายมากทั้งรูปแบบ ดีไซน์ และความเหมาะสมในการใช้งาน
ซึ่งรองเท้าคู่แรกของโลกนั้นเริ่มใช้กันครั้งแรกตั้งแต่ 5,000 ปีก่อนในสมัยไอยคุปต์ รูปร่างหน้าตาของรองเท้าในยุคนั้นเป็นเพียงรองเท้าแตะแบบคีบเท่านั้น
ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วรูปแบบของรองเท้าจะออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานโดยเฉพาะ จึงไม่เน้นที่ความสวยงาม

มาถึงในสมัยต่อมาที่รองเท้ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบคือ ในยุคที่โรมันเรืองอำนาจ แต่ในยุคนี้นิยมใช้รองเท้าเป็นเครื่องวัดฐานะ ความร่ำรวยและความมีอำนาจ
จึงทำให้รองเท้าในยุคสมัยนี้มีทั้งความสวยงาม อลังการจากการประดับด้วยเพชรพลอย ทองคำ ไหมทอง งาช้างและขนสัตว์ล้ำค่า โดยยกให้รองเท้าบูทสีม่วงเป็นสีของพระมหากษัตริย์

แต่ต่อมาในยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรองเท้าอีกครั้งคือในสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 แห่งอังกฤษ ซึ่งก็ถือว่าหลายพันปีทีเดียวกับความนิยมในรองเท้าอลังกาล
โดยสาเหตุสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรองเท้าสืบเนื่องมาจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ทรงเป็นโรคเกาต์ ทำให้ปวดกระดูกมากเวลาสวมใสรองเท้าแหลม ๆ แคบ ๆ
จึงทรงสั่งให้ออกแบบรองเท้ารูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับพระองค์และลดอาการเจ็บปวด นั่นคือ รองเท้าอุ้งตีนหมี ที่มีสไตล์ทุ่ม แบนและบาน และด้วยความอยากเอาใจพระองค์

ส่งผลให้ข้าราชบริพารในวังเปลี่ยนสไตล์รองเท้ามาสวมใส่รองเท้าแบบอุ้งตีนหมีกันหมด และที่สำคัญความนิยมนี้แพร่หลายมาสู่สามัญชนทั่วไป
ทำให้รองเท้าสไตล์นี้ได้รับความนิยมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงรองเท้าของผู้ชาย ส่วนรองเท้าของผู้หญิงนิยมความสูงแบบชอฟีนส์ที่มีความสูงมาก
บางคู่อาจสูงถึง 2 ฟุตเลยทีเดียว ซึ่งที่มาที่ไปของรองเท้าสูงปี๊ดนี้มีต้นกำเนิดจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งมีพระวรกายเตี้ยมากเมื่อเทียบกับฝรั่งตัวโตแล้ว พระองค์สูงราวคนแคระ
ทำให้พระองค์ทรงสั่งให้ตัดรองเท้าที่มีความสูงนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ

และเรื่องราวทั้งหมดนี้คือต้นกำเนิดและประวัติความเป็นมาคร่าวๆของรองเท้า ซึ่งในส่วนของรองเท้าแฟชั่นแบรนด์ดังต่าง ๆ ที่เรานิยมสวมใส่กันอยู่ในปัจจุบันมีต้นกำเนิดเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้
บ้างเป็นชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือไม่ก็อิตาลีเป็นผู้ออกแบบ โดยเน้นการออกแบบรองเท้าให้เหมาะสมกับรูปแบบในการใช้งานมากขึ้น
มีความทันสมัยมากขึ้นและมีรูปแบบที่หลากหลายในการใช้งาน ทำให้เราได้สวมใส่รองเท้าที่มีดีไซน์ทันสมัย มีตัวเลือกหลากหลายในสไตล์ที่เป็นตัวเรามากที่สุด

Continue Reading...

หวีในยุคแรก
Uncategorized

ประวัติ ที่มาของ หวี ในยุคก่อน

หวีในยุคแรก เป็นหวีชุดแรกสุดที่เป็นข้อมูลต่อๆกันมาว่า คือ กระดูกสันหลังตากแห้งของปลาขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันยังคงใช้กันอยู่ในหมู่ชนเผ่าดั้งเดิม ทางแอฟริกา
รูปลักษณ์ของหวีสะท้อนอย่างชัดเจนในคำภาษาอินโดยูโรเปียนโบราณว่า gombhos ซึ่งแปลว่า ฟัน อันเป็นรากศัพท์ของคำว่าหวีในภาษาอังกฤษ comb

หวีที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด ที่คนประดิษฐ์ขึ้นถูกขุดพบในหลุมฝังศพอายุ ๖ ๐๐๐ ปี ในอียิปต์ หวีหลายด้ามได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาด
ตัวอย่างเช่น บางด้ามมีซี่ฟันเสมอกันแถวเดียวบางด้ามมีซี่ฟันสองแถว บ้างก็มีซี่ฟันในแถวแรกถี่กว่าและสูงกว่าในแถวที่สอง
หวีเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันของทั้งผู้ชายและผู้หญิง ชาวอียิปต์นอกจากใช้หวีหวีผมแล้ว ยังใช้เสียบผมให้เป็นทรงตามต้องการด้วย

ในยุคต้นๆของคริสต์ศาสนา การหวีผมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา ในทำนองเดียวกับการล้างเท้า วิธีที่ถูกต้องในการหวีผมของพระก่อนประกอบศาสนพิธีใด ๆ
ถูกกำหนดไว้เป็นแบบแผนตายตัว วีรชนคริสเตียนผู้สละชีพเพื่อศาสนาจะถูกฝังไปพร้อมกับหวีของเขาซึ่งทำจากงาช้าง หรือโลหะ นักประวัติศาสตร์ศาสนาสันนิษฐานว่า
ครั้งหนึ่งหวีต้องมีความสำคัญเป็นพิเศษในแง่สัญลักษณ์ จากหลักฐานที่ว่าหน้าต่างโบสถ์จำนวนมากในสมัยกลางซึ่งประดับด้วยกระจกสี มักมีรูปหวีปรากฏอยู่เสมอ
อำนาจวิเศษก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับหวีด้วยเช่นกัน

ในราว ค ศ ๑๖๐๐ คนในหลายส่วนของยุโรปเชื่อกันว่าผมหงอกขาวอาจกลับคืนเป็นสีเดิมได้ ถ้าหวีผมด้วยหวีตะกั่วเป็นประจำภายหลังมีคำอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า
สีดำจากตะกั่วอ่อนคุณภาพต่ำซึ่งใช้ทำหวี อาจค่อย ๆ หลุดลอกมาเคลือบเส้นผมไว้ทำให้สีผมดูเข้มขึ้น

จากเมื่อแรกกำเนิด รูปลักษณ์ของหวีแทบจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย จนกระทั่งปี ค ศ ๑๙๖๐ เมื่อหวีไฟฟ้าเพื่อจัดทรงผมถูกประดิษฐ์ขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Continue Reading...