ชุดนักเรียนไทย
Uncategorized

ต้นกำเนิด ชุดนักเรียนไทย

ชุดนักเรียนไทย ที่เราสวมใส่กันทุกคนนั้น มีต้นกำเนิด ที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์มากๆ

ชุดนักเรียนไทย มีขึ้นเป็นครั้งแรก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. 2428

ในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ มีพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พุทธศักราช 2428 และได้มีการแบ่งเป็นชุดนักเรียนชาย นักเรียนหญิง ดังนี้

ชุดนักเรียนชายไทย เครื่องแบบประกอบด้วย
• หมวกฟาง มีผ้าพันหมวกสีตามสีประจำโรงเรียน ติดอักษรย่อนามโรงเรียนที่หน้าหมวก
• เสื้อราชปะแตนสีขาว ดุมทอง
• กางเกงไทย (กางเกงขาสั้นอย่างที่นักเรียนใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนที่เรียกว่า กางเกงขาสั้นในสมัยก่อน คือ กางเกงรูเซีย เป็นกางเกงทรงกระบอกยาวถึงใต้เข่ารวบชายรัดไว้ใต้เข่า) สีดำ
• ถุงเท้าขาว หรือดำ
• รองเท้าดำ
• ถุงเท้า รองเท้า เป็นของราคาแพง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีทุกคน ส่วนใหญ่ไม่มีใช้

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖
กำหนดให้นักเรียนในหัวเมืองใช้เสือราชปะแตนสีเทา แทนเสื้อขาวได้ด้วย เสื้อเทาเป็นเครื่องแบบสำหรับเดินป่า ข้าราชการในกรุงเมื่อออกไปหัวเมืองให้ใช้เสื้อเดินป่าสีเทา แทนเสื้อขาว เพราะรักษาความสะอาดง่ายกว่า ปัจจุบันยังคงมีข้าราชการสำนักพระราชวังและสำนักราชเลขาธิการที่ยังคงรักษาธรรมเนียมนี้อยู่ เมื่อต้องไปปฏิบัติราชการต่างจังหวัดจะเปลี่ยนเสื้อเป็นสีกากีทั้งหมด

ต่อมาในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการจัดตั้งยุวชนทหาร และกำหนดให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ ๔ (เทียบกับปัจจุบันคือ ชั้น ม.๒ ขึ้นไป) ต้องเป็นยุวชนทหาร นักเรียนตั้งแต่ชั้นม.๔ ขึ้นไปจึงแต่งเครื่องแบบยุวชนทหารแทน

เครื่องแบบนักเรียน คือ
• หมวกทรงหม้อตาลสีกากีแกมเขียว หน้าหมวกเป็นโลหะมีอุณาโลมอยู่กลาง มีตัวอักษรว่า รักชาติยิ่งชีพ
• เสื้อเชิ้ตสีกากีแกมเขียว
• กางเกงขาสั้นสีกากีแกมเขียว
• ถุงเท้าดำ รองเท้าดำ
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผ้าขาดแคลน มีการเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบนักเรียนเป็น
• หมวกกะโล่สีขาว
• เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว ปักอักษรย่อนามจังหวัดพร้อมหมายเลขประจำโรงเรียนด้วยไหมสีน้ำเงิน โรงเรียนราษฎร์หรือสมัยนี้เรียกว่า โรงเรียนเอกชนปักสีแดง เช่น โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ใช้ ช.ม.๑ (ขึ้นต้นเลขที่ ๑ คือ โรงเรียนชายประจำจังหวัด แล้วต่อด้วยเลข ๒ โรงเรียนสตรีประจำจังหวัด แล้วจึงต่อด้วยเลข ๓ โรงเรียนประจำอำเภอ ต่อด้วยโรงเรียนประชาบาลไปจนครบทั้งจังหวัด)
• กางเกงขาสั้นสีกากี เข็มขัดหนังสีน้ำตาล
• ถุงเท้าน้ำตาล รองเท้าน้ำตาล มีก็ได้ไม่มีก็ได้

มีบางโรงเรียนที่มีเครื่องแบบพิเศษ เช่น โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (ปัจจุบันคือ วชิราวุธวิทยาลัย) โรงเรียนราชวิทยาลัย (ปัจจุบันคือ โรงเรียน -.ป.ร.ราชวิทยาลัย) โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ โรงเรียนพรานหลวง ใช้เครื่องแต่งกายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้าราชการพลเรือนในพระราชสำนัก ร.ศ. ๑๒๙ ประกอบด้วย
• หมวกหนีบสักหลาดสีน้ำเงินแก่ ติดตราพระมหามงกุฎเงินที่ขวาหมวก กับมีดุมพระมหามงกุฎเงินที่หน้าหมวก ๒ ดุม
• เสื้อราชปะแตนสีขาว ดุมพระมหามงกุฎเงิน ติดแผ่นคอพื้นน้ำเงินแก่มีแถบไหมเงินพาดกลาง กับมีอักษรย่อนามโรงเรียนทำด้วยเงิน ม.(มหาดเล็กหลวง) ร. (ราชวิทยาลัย) ช. (มหาดเล็กหลวงเชียงใหม่) และ พ. (พรานหลวง) ทับกึ่งกลางแผ่นคอทั้งสองข้าง
• กางเกงไทยสีน้ำเงินแก่
• ถุงเท้าดำ รองเท้าดำ
• เวลาเล่าเรียนปกติในโรงเรียนสวมเสื้อคอกลมผ้าป่านสีขาว ที่เรียกว่าเสื้อชั้นใน สวมกางเกงขาสั้น

เนื่องจากในช่วงแรกที่เริ่มวางรากฐานการศึกษาชาตินั้น มุ่งเน้นจัดการศึกษาสำหรับเด็กชาย การศึกษาสตรีจึงมาเริ่มเอาตอนปลายรัชกาลที่ ๕ แต่ก็ค่อยๆ เริ่มจัด จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๖
มีการจัดหลักสูตรสำหรับสตรีขึ้นเป็นการเฉพาะ และได้เริ่มมีการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับสตรีขึ้น
จึงเริ่มมีเครื่องแบบนักเรียนหญิง แต่ต้องขอประทานที่จำรูปแบบเสื้อไม่ได้ นุ่งผ้าซิ่นสีพื้น และต่อมามีกำหนดให้ติดเข็มอักษรย่อนามโรงเรียน เช่น โรงเรียนสตรีวัฒโนทัยพายัพ ติดเข็มอักษร ว พ ในวงกลม

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองจึงปรับเปลี่ยนมาใช้ดังที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

เครื่องแบบนักเรียนเป็นเครื่องแบบสำหรับนักเรียน ใช้ในสถาบันการศึกษา ใช้กันมากในระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา โดยการแต่งเครื่องแบบนักเรียนมีพื้นฐานมาจากการแต่งตัวให้เข้ากับกาลเทศะของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา
เครื่องแบบของนักเรียนชายส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยกางเกงขาสั้นหรือขายาวสีดำและเสื้อเชิ้ตสีขาวและอาจมีเนคไทด้วย ส่วนเครื่องแบบของนักเรียนหญิง ส่วนใหญ่แล้วประกอบไปด้วยเสื้อครึ่งตัวและกระโปรง
ในบางประเทศอนุญาตให้นักเรียนหญิงใส่กางเกงขายาว การใช้เสื้อสูทเหมือนเสื้อแจ็กเกตทั้งนักเรียนหญิงและนักเรียนชายนั้นถือเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะในประเทศที่อากาศหนาว ในขณะที่บางประเทศมีเครื่องแบบนักเรียนที่เป็นมาตรฐานให้ใช้สำหรับทุกโรงเรียน และบางประเทศมีเครื่องแบบนักเรียนแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน ในหลายโรงเรียนก็มีการจัดทำเข็มหรือตราสัญลักษณ์ติดหน้าอกด้วย

ปัจจุบันเครื่องแบบนักเรียนไทย มีรูปแบบการแต่งกายของผู้เข้าศึกษาในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ในสถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ประกอบกับระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนต่าง ๆ เอง…

Continue Reading...

กางเกงยีนส์
Uncategorized

‘ ยีนส์ ‘ แฟชั่นประวัติศาสตร์

กางเกงยีนส์ มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน มีความคลาสสิค มีความเป็นแฟชั่น และทุกๆ คนก็ใส่กัน ประวัติศาสตร์ยีนส์นั้นมีมานานกว่า 142 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 1873

กางเกงยีนส์ ยีนส์ jeans คือกางเกงที่ทำจากผ้าฝ้ายหยาบ แต่เพื่อความหลากหลายมักใช้ผ้าที่มีริ้ว เดิมทีผลิตเพื่อการทำงาน แต่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นเริ่มจากทศวรรษที่ 50 มีแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอย่าง ลีวายส์ แรงเลอร์ เป็นต้น ทุกวันนี้ยีนส์ถือว่าเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมทั่วทุกมุมโลก มีหลากหลายรูปแบบและสีสัน

1873s
กางเกง ยีนส์ รุ่นแรกที่ถูกจดสิทธิบัตรในอเมริกา ลักษณะดูโคร่งๆ และมีกระเป๋าข้างเดียว “มันถูกเรียกว่า “XX” ซึ่งเป็นชื่อของผ้ายีนส์ที่ใช้ทำครั้งแรก และเป็นผ้ายีนส์ที่ดีที่สุดในอเมริกา” ลีวายส์อธิบาย “ผ้ายีนส์นี้มาจากบริษัท Amoskeag Manufacturing ในแมนเชสเตอร์ นิวแฮมป์เชียร์ เป็นผ้าที่มีชื่อเสียงมาก เราจึงตัดสินใจนำมาตั้งเป็นชื่อกางเกงยีนส์รุ่นแรกนี้”

1910s เอี๊ยมยีนส์
ช่วงเวลานั้น ใครบางคนได้เกิดไอเดียที่จะให้กางเกงยีนส์มีสายคาด ดังนั้นเอี๊ยมยีนส์จึงถือกำเนิดขึ้นมา ภาพด้านบนนี้คือปี 1918 ที่แสดงให้เห็นถึงนักศึกษาชาวอเมริกันในฟาร์มแห่งหนึ่ง พวกเธอกำลังทำงานแทนผู้ชายที่ถูกเรียกไปเข้ากรมทหารในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1

1920s – 1930s ยีนส์สำหรับคนงาน ชาวไร่ และคาวบอย
ยีนส์ในยุคนี้ค่อนข้างเอวสูงและขากว้าง เพื่อที่จะไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงาน ส่วนยีนส์ผู้หญิงก็จะเป็นสำหรับใส่ในฟาร์มหรือในไร่

1940s ยีนส์สำหรับสาวๆ
ปกติแล้วยีนส์ไม่ได้ทำมาสำหรับผู้หญิง จนกระทั่งสาวๆ เริ่มเข้ามาทำงานตามโรงงาน ปกติจะเป็นงานของผู้ชาย แต่ด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัย แรงงานสาวๆ จึงเป็นที่ต้องการมากกว่า และพวกเธอก็เริ่มใส่ยีนส์ ซึ่งช่วงต้นทศวรรษที่ 1940 ยีนส์ก็ถูกดีไซน์ให้เหมาะสำหรับผู้หญิงมากขึ้นด้วย

1950s ยีนส์กลายเป็นแฟชั่น
มันเป็นช่วงทศวรรษแห่งความรุ่งเรืองสำหรับกางเกงยีนส์ ที่เปลี่ยนจากกางเกง “ทำงาน” กลายเป็น “แฟชั่น” สำหรับหนุ่มสาว รูปลักษณ์ของยีนส์ถูกออกแบบให้พอดีตัวมากขึ้น มีซิป และมีการพับที่ปลายขากางเกง

1960s สีใหม่ ทรงใหม่
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 กางเกงยีนส์ได้กลายมาเป็นแฟชั่นอย่างเต็มตัว จากกางเกงแบบเดียวทรงเดียวใช้ใส่ทำงาน กลายมาเป็นหลากสี หลายทรง มีหลายแบบให้เลือกสรร

1970s ขากระดิ่งครองเมือง
รูปทรงยีนส์ในช่วงเวลานี้เปลี่ยนไป ทุกคนนิยมการใส่กางเกงขากระดิ่งที่มีช่วงปลายขาที่บานออก ผู้คนมักใส่คู่กับแจ็คเก็ตยีนส์ และรองเท้าส้นหนา

1980s ฟอกสี ขาดๆ
ในช่วงทศวรรษที่ 1980 จะกลับมาสู่สภาวะปกติ แต่ยีนส์แนวฟอกสี ยีนส์ขาดๆ จะเริ่มมาแรงในช่วงนี้ รวมไปถึงแนวกรันจ์ (แนวพังค์ + แคชชวล) ที่มาแรงต่อไปยังยุค 90s

1990s ยีนส์คุณแม่
โชคร้ายสำหรับวัยรุ่นปี 90 ที่สไตล์ยีนส์จะดูเชยไปนิด ทรงจะเป็นแบบเอวสูง ช่วงบนจะพองๆ ขาไม่แคบ ใส่แล้วดูโคร่งๆ แต่ในช่วงปลายทศวรรษ กางเกงขากระดิ่งได้กลับมาฮิตอีกครั้ง

2000s ยีนส์เอวต่ำ
ถึงแม้ในช่วงต้นทศวรรษ กระแสยีนส์ขากระดิ่งในยุค 1970s จะมาแรง แต่โดยรวมแล้วในยุคนี้ ผู้คนนิยมใส่ยีนส์เอวต่ำหลุดตูดกัน รวมไปถึงกางเกงยีนส์ที่มีการประดับประดาของวิบวับที่กระเป๋าหลังอีกด้วย

 

แหล่งที่มา  petmaya

Continue Reading...

เครื่องทอง
Uncategorized

เครื่องทอง ทองโบราณ

เครื่องทอง ทองโบราณ ประวัติความเป็นมา

เครื่องทอง โบราณ หรือ ทองศรีสัชนาลัยเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงของชาวบ้านตำบลท่าชัยและ ตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยที่บรรจงทำทองรูปพรรณเลียนแบบอย่างเครื่องทองสมัยโบราณได้ อย่างสวยงาม จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของชาวไทยและชาวต่างชาติ เริ่มแรกทองโบราณเกิดขึ้นมาจากความคิดของช่างทองตระกูล “วงศ์ใหญ่” โดยมีนายเชื้อ วงศ์ใหญ่ อยู่ที่ตำบลศรีสัชนาลัย มีอาชีพทำทองและรับซื้อทองเก่าหรือวัตถุโบราณ ทำให้มีโอกาสเห็นเครื่องทองรูปพรรณแบบโบราณต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก และนับวันจะหายากยิ่งขึ้น

วันหนึ่งมีผู้นำสร้อยโบราณที่ได้จากริมฝั่งแม่น้ำยมมาให้ดู จึงเกิดความคิดที่จะทำสร้อยลายแบบนี้มาก สร้อยที่เห็นนั้นเป็นสร้อยที่ทำด้วยสัมฤทธิ์ถักสานเป็นสร้อยสี่เสา จึงได้แกะลายออกมาศึกษา แกะออกมาทีละปล้อง ทีละข้อ ใช้ลวดทองแดงถักร้อยตามรูปแบบเดิม แต่ไม่สำเร็จจึงตัดสินใจไปหาชาวบ้านที่มีอาชีพถักสานกระบุง ตะกร้าให้มีลวดลายมาลองถัก หลังจากนั้นจึงได้ใช้ทองคำที่เป็นเนื้อทองสมัยใหม่มาถักสาน เรียกว่า สร้อยสี่เสา นับเป็นสร้อยเส้นแรกที่เลียนแบบโบราณได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ได้ผลิตนำออกจำหน่ายที่ร้านขายของเก่าในจังหวัดเชียงใหม่ และร้านขายทองในตลาดสวนจตุจักร กรุงเทพมหานคร ทำให้ทองโบราณเป็นที่ รู้จักของคนทั่วไป และได้รับความนิยมอย่างสูง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันการทำทองโบราณที่อำเภอศรีสัชนาลัยนั้นเป็นงานฝีมือ ทุกขั้นตอน รูปแบบที่นำมาผลิตได้จากรูปแบบเครื่องทองโบราณ ลวดลายประติมากรรม ลายปูนปั้น จิตรกรรมฝาผนัง ตลอดจนเครื่องทองโบราณจากแหล่งอื่น ๆ มาประมวลกันและมีการพัฒนาตกแต่งในการลงยา คือ การตกแต่งเครื่องทองให้มีสีสันสวยงาม โดยใช้หินสีบดให้เป็นผงละเอียดคล้ายทรายแก้ว นำไปแต่งหรือทาบนเครื่องทอง แล้วเป่าไฟให้เนื้อทรายหลอมติดกับเนื้อทองเป็นสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน เป็นต้น รูปแบบทองโบราณศรีสัชนาลัยจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างเด่นชัด

การทำทองโบราณศรีสัชนาลัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ประเภทเครื่องประดับ เช่นสร้อยสามเสา สี่เสา ห้าเสา หกเสา แปดเสา สร้อยก้านแข็ง กำไลข้อมือ กำไลหลอด ข้อมือถักลายเปีย แหวนทอง แหวนทองลงยา เข็มขัด ต่างหู เข็มกลัด และเครื่องประดับอื่นๆ
2. ประเภทเครื่องใช้สอย เช่น กระเป๋า ผอบ เชี่ยนหมาก กระถางโพธิ์เงิน กระถาง โพธิ์ทอง เสื้อถักทอง กรอบรูปทอง เป็นต้น
ทองโบราณเป็นงานหัตถกรรมที่ประณีต งดงามและมีคุณค่าสูงยิ่งควรแก่การส่งเสริมให้คงไว้ตลอดไป

เครื่องทองสุโขทัยนับได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ด้วยมีลักษณะพิเศษจากกระบวนการผลิต การถักเส้นทองอย่างงดงาม แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว บ่งบอกถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของสุโขทัยได้เป็นอย่างดี
ทองสุโขทัยหรือเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปอีกชื่อหนึ่งว่า “ทองโบราณ” เนื่องจากมีการศึกษาและฟื้นฟูกรรมวิธีการถักทองของคนโบราณขึ้นมาใหม่ ด้วยผู้ที่ริเริ่มฟื้นฟูกระบวนการผลิตทองโบราณได้แก่ นายเชื้อ วงศ์ใหญ่ ผู้สร้างตำนาน “ทองโบราณสุโขทัย”
นายเชื้อ วงศ์ใหญ่ ได้เรียนรู้วิชาของช่างทำทองจากช่างทองชาวจีน 2 คน ชื่อนายพ้ง กับ นายขุ่ย ซึ่งอพยพมาจากกรุงเทพฯ นายเชื้อได้สั่งสมประสบการณ์การทำทอง จนกระทั่งสามารถทำทองได้เองทุกขั้นตอน จึงได้เปิดร้านทำทองตามที่ลูกค้าสั่ง ซึ่งขณะนั้นผลงานส่วนใหญ่จะมีรูปแบบเรียบง่าย และใช้กระบวนการทำทั้งหมดด้วยมือ
โดยใช้เครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเองอย่างง่าย ๆ นายเชื้อได้ถ่ายทอดวิชาช่างทองทั้งหมดให้บุตรสาว คือ คุณสมสมัย ให้เป็นคนสานต่อการทำทอง ต่อมาได้ก่อตั้ง “บ้านทองสมสมัย”ขึ้นในอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

แหล่งที่มา sites

Continue Reading...

สร้อยข้อมือ
Uncategorized

สร้อยข้อมือ ประวัติความงามสมัยก่อน

 

สร้อยข้อมือ หรือ กำไล ากหลักฐานทางโบราณคดีทำให้เราทราบว่า กำไลเป็นเครื่องประดับที่ได้รับความนิยมจากคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยจะพบกำไลฝังร่วมกับโครงกระดูกมนุษย์ โดยคนสมัยก่อนจะใช้ของที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาทำกำไล เช่น หิน เปลือกหอย กระดองเต่า และงาช้าง เป็นต้น และเมื่อมนุษย์มีความสามารถทางด้านโลหะกรรม ก็มีการนำโลหะหรือสำริด(โลหะผสมระหว่างดีบุกและทองแดง) มาผลิตเป็นกำไลรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำแก้วมาทำกำไลอีกด้วย โดยเราได้พบหลักฐานที่ใช้หรือเหลือจากการผลิตกำไล เช่น หินงบน้ำอ้อย(เป็นหินที่เกิดจากการเจาะแกนกลางของกำไลหิน มีรูปร่างแบนและกลมคล้ายเหรียญขนาดใหญ่) และแม่พิมพ์กำไล เป็นต้น หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคนในชุมชนแห่งนั้นสามารถผลิตกำไลใช้เองได้แล้ว

เป็นเครื่องประดับที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์
เพราะคนสมัยนั้นนิยมนำวัสดุของใช้จากธรรมชาติมาทำเป็นกำไลข้อมือ
สวยๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกำไลจากเปลือกหอย หิน งาช้าง กระดูกของสัตว์และอีกมากมาย
เพราะเชื่อว่าสามารถนำโชคดีและป้องกันภัยให้ได้

ต่อมาพอคนเราเริ่มหันมาทำกำไลกันเพื่อความสวยงาม ก็เริ่มมีการนำเงินบ้างทองบ้างมาทำเป็นกำไล แล้วประดับด้วยเพชรพลอยสวยๆมากขึ้น บ้างก็มีการแกะสลักด้วยดีไซน์ที่เกี่ยวข้องกับพลังพิเศษต่างๆ ตามความเชื่อของคนในสมัยนั้น

จนการทำกำไลข้อมือใส่ในสมัยก่อนเป็นที่นิยม ไม่แพ้สมัยเราเลย จนในปัจจุบันนี้ กำไลข้อมือนั้นยังได้รับความนิยมอยู่เช่นเดิม
แต่รูปแบบของกำไลก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย และถูกออกแบบให้มีความสวยงามและสื่อความหมายที่ชัดเจนมากขึ้น

แหล่งที่มา mizuchol

Continue Reading...