ที่คาดผม
Uncategorized

ส่องที่มาของแฟชั่น ที่คาดผม

ที่คาดผม แต่ก่อนเป็นเทรนด์ที่มาพร้อมกับการแต่งตัวของสาว สไตล์ “โบฮีเมียน” สาวๆที่ชื่นชอบการแต่งตัวสไตล์รกรุงรัง ที่ไม่พิถีพิถันในเรื่องการแต่งกายมากนักชอบใส่เสื้อผ้าแบบเนื้อบางเบา
สบายๆไม่ยุ่งยาก และชอบใส่เครื่องประดับต่างๆ เช่น แหวน สร้อยข้อมือข้อเท้า ลูกปัดร้อยเป็นเส้นๆ และที่คาดผม เพื่อเสริมลุคให้ดูเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ซึ่งสาวๆ
ที่ชื่นชอบการแต่งกายสไตล์นี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่รักอิสระไม่ชอบอยู่ในกรอบและกฎเกณฑ์ที่ตายตัว

ด้วยความไม่หยุดนิ่งของโลกแฟชั่น ยิ่งวันเวลาผ่านไปนานๆ แฟชั่นเดิมๆ ก็เริ่มหวนกลับคืนมาให้ได้รับความนิยมอีกครั้ง ดังนั้น จึงทำให้การแต่งกายของสาว “โบโฮ” โดยเฉพาะที่คาดผม
ได้กลับมาฮิตอีกครั้งในยุดสมัยนี้

แต่การกลับมาของที่คาดผมในยุคนี้กลายเป็นแฟชั่นที่สร้างสีสันให้กับสาวๆ ให้ตื่นเต้นมากกว่าเดิม เพราะมีดีไซน์แปลกตาและเก๋ไก๋ให้เลือกสวมใส่เข้าชุดกับเดรสสั้น เดรสยาวหรือกางเกงขาสั้นที่กำลังฮิต
มีหลากหลายแบบหลายสไตล์ รวมไปถึงที่คาดผมสำหรับออกงานกลางคืนที่ประดับด้วยคริสตัลแพรวพราว

ดาว พนักงานขายสินค้ากิฟท์ชอปแห่งหนึ่งย่านสยามสแควร์เล่าว่า แฟชั่นนี้เริ่มจากดาราฮอลลีวูดที่ลุกขึ้นมาใช้ที่คาดผมแบรนด์เนมเพื่อเพิ่มความเก๋ให้กับเสื้อผ้าหน้าผม จากนั้นก็เริ่มกระจายแฟชั่นนี้
มายังเอเชียและเมืองไทย โดยมีดารานางแบบใส่ที่คาดผม ประกอบเข้าฉากในละครและใส่ออกงาน จึงทำให้กลายมาเป็นแอคเซสเซอรี่ลำดับต้นๆ ที่ลูกค้าแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อมากที่สุด

สำหรับรูปแบบนั้นก็มีหลากหลาย เป็นแบบมีโบอยู่ข้างๆ หรือตรงกลาง โดยมีลักษณะเหมือนมีริบบิ้นมาพันเป็นโบ ซึ่งรูปแบบนี้ถือว่าสำเร็จรูปมากที่สุด ต่อมาเป็นแบบหินสีๆ หรือเพชรพลอย
ประดับคริสตัลให้แวววาว และแบบริบบิ้นที่ใช้ผ้าลูกไม้ต่างๆ ที่มีลักษณะยาวหน่อย ซึ่งส่วนใหญ่นำมาโพกศีรษะและปล่อยทิ้งชายผ้าให้ยาวลงมา

นอกจากนี้ ยังมี “เชือกคาด” หรือ “อันดา” เพราะมีลักษณะเป็นเส้นๆ เหมือนสาวชาวเกาะใส่กัน ซึ่งมีทั้งแบบเกลียวถัก หรือเปียหลากสี ซึ่งหลายคนจะนำมาคาดที่บริเวณตรงกลางหน้าผาก
หรือเพิ่มความเซ็กซี่ขึ้นมาอีกนิดโดยการนำมาคาดที่บริเวณตีนผมเหนือหน้าผากก็ได้รับความสนใจจากแฟชั่นนิสต้าไม่น้อย

“รูปแบบที่ลูกค้าสนใจมากที่สุดคือแบบที่ประดับด้วยเพชรพลอยหรือคริสตัล เพราะใส่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน จากนั้นก็จะเป็นริบบิ้นผ้าลูกไม้แล้วปล่อยชายให้ยาว เพราะสามารถใส่ได้ทุกโอกาส” ดาว…

Continue Reading...

ผ้าพันคอ
Uncategorized

จุดกำเนิด ผ้าพันคอ มีขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

ประวัติของ ผ้าพันคอ ย้อนกลับไปในยุคของโรม มีผ้าเช็ดหน้าที่ชายชาวโรมันใช้ในการซับเหงื่อที่คอและใบหน้า
หรือที่เรียกชื่อในภาษาละตินว่า Sudarium ชาวโรมันได้พัฒนาผ้าพันคอให้เป็นที่นิยม โดยการใช้ผูกปมเป็นเข็มขัด
หรือไม่ก็สวมรอบคอ และกลายเป็นกระแสนิยมนี้พัฒนาไปถึงผู้หญิงด้วย และตั้งแต่นั้นมาผ้าพันคอก็เป็นเสมือนความนิยมในหมู่สาวๆ

ผ้าพันคอทำจากผ้าแทนขนสัตว์นั้นเป็นสัญลักษณ์ของตำแหน่งในการสงคราม ในสมัยจักรพรรดิ์จีน Shih Huang Ti

และต่อมาก็เป็นที่แพร่หลายในวงการค้าขายชาวโครเอเชี่ยน ซึ่งไม่ใช้ผ้าพันคอขนสัตว์แต่เป็นผ้าพันคอผ้าฝ้ายธรรมดา

และใช้ผ้าพันคอผ้าไหมสำหรับทหารหรือพนักงานบริษัท โดยเรียกว่า Kravata ต่อมาชาวฝรั่งเศสเรียกว่า Cravats
ใช้เป็นผ้าผูกคอหรือ เน็คไทมีสีสันสวยงามและแตกต่างยิ่งขึ้น แต่เหมือนจะกลายเป็นแนวโน้มที่ถือเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองของ

ผู้ประท้วงจนศตวรรษที่ 19 กระแสนิยมในผ้าพันคอหรือเน็คไทกลับมาอีกครั้งและกลายเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มต้องมีอยู่ใน
ตู้เสื้อผ้าจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นที่มาที่ผ้าพันคอและเน็คไทถูกออกแบบมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกาย ทั้งชาย

ผ้าพันคอ ในประเทศไทยมีมานาน ตั้งแต่สมัยที่มีการแพร่เข้ามาของวัฒนธรรมยุโรป แต่หายไปเป็นระยะ และมีแฟชั่นคู่รัก
ที่ฝ่ายหญิงยอมอดหลับอดนอนถักผ้าพันคอให้หนุ่มที่รัก สาเหตุอาจเป็นเพราะไทยมิใช่เมืองหนาว อากาศไม่หนาวจน

ติดลบหรือหิมะตกจนแถบแข็ง ผ้าพันคอ จึงแพร่หลายในประเทศแถบขั้วโลก หรือตอนเหนือเช่น ยุโรป อเมริกา และ
เอเชียตะวันออกเช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มากกว่าประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร ที่มีสภาพอากาศร้อนยาวนานอย่างในไทย

แต่การที่กระแสแฟชั่นผ้าพันคอมาแรงคงจะหนีไม่พ้น กระแสการแต่งตัวสไตล์เกาหลีหรือที่เรียกกันว่า KPOP
ของดารานักร้องทั้งเกาหลีและไทย ที่ไหลเรื่อยมาจนถึงฤดูหนาวของบ้านเราพอดิบพอดี อีกทั้งการตีตลาดของผู้ผลิต

ที่แข่งขันกันอย่างสูงขึ้น ทำให้ผ้าพันคอหลายแบบหลาก สไตล์หาซื้อได้ทั่วไปในที่ชุมชนค้าขาย ถือว่าเป็นความ
พยายามของพ่อค้าแม่ค้าที่เลียนแบบลวดลายให้โดนใจวัยรุ่น และปรับเปลี่ยนเนื้อผ้าผ้าพันคอให้เหมาะกับสภาพอากาศ

ที่สำคัญคือการลดต้นทุนให้ถูกที่สุดและสามารถขายได้มากที่สุด แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่ตลาดย่อยเท่านั้น ตลาดใหญ่ของ
สินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย เช่น Hemmes, Etro, Ferrigamo, Marisol Deluna, Emilio Pucci, Nicole Miller
ก็ไม่ยอมแพ้ ต่างออกแบบผ้าพันคอเอาใจหนุ่มสาวมาดเนียบ ที่พอมีเงินเหลือใช้ทั้งหลาย ได้ใส่อวดโฉมกัน…

Continue Reading...

กางเกงขาม้า
Uncategorized

ที่มาของ เทรนด์แฟชั่นกางเกงขาม้า

ตลอดระยะเวลา ช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความบานของ กางเกงขาม้า ได้ขยายขึ้น และหดลงในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ในรูปที่หลากหลาย แต่รูปทรงของกางเกงขาม้า
หรือขากระดิ่งนั้นจริงๆแล้วมีให้เห็นครั้งแรกในชุดเครื่องแบบทหารเรือในสมัยยุค 1800s ซึ่งเหตุผลหลักๆที่ขากางเกงทหารเรือต้องเป็นรูปทรงขากระดิ่ง

ก็เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เหล่าทหารตกเรือ ได้ง่ายๆตอนปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งยังสามารถทำให้ถอดออกได้ง่ายเวลากางเกงเปียกน้ำ แต่หลังจาก ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ก็มีทหารเรืออมเริกันบางกลุ่มที่อยากให้มีการปรับโฉมชุดเครื่องแบบ เพราะพวกเขาให้ความเห็นว่าไอ้กางเกงขากระดิ่งที่ใส่ๆกันอยู่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรขนาดนั้น
แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ยังเป็นเสียงส่วนน้อยอยู่ดี เพราะเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของทหารเรือส่วนใหญ่ยังคงชอบเครื่องแบบดีไซน์เดิมมากกว่า

คราวนี้มาดูเรื่องของฟังค์ชั่น มาที่ความ ฟั้งค์ funk กางเกงขาม้าของยุค ’60s และ ’70s ถือเป็นสัญลักษณ์ความเคลื่อนไหวของยุคฮิปปี้ เช่นเดียวกับยุคดิสโก้
และถ้าจะให้เราโหวตว่าศิลปินคนไหนในยุคนั้นที่ใส่กางเกงขาม้าได้เปรี้ยวที่สุดแล้วละก็ เราคงต้องยกให้สาวสูงหุ่นดี สไตล์ไอคอนอย่างสาว Cher เทรนด์เซ็ตเตอร์ตัวจริงเสียงจริงของยุคนั้น

และแน่นอนเลยว่า ความคลาสสิคของกางเกงขาม้า ไม่มีวันตายจริงๆ เพราะ 20-30 ปีต่อมาในยุคปลายๆ ’90s และปี 2000 ต้นๆ เทรนด์กางเกงขาม้าก็กลับมาฮอตฮิตอีกครั้ง
โดยสาวๆจะนิยมใส่แบบเอวต่ำคู่กับเสื้อสายเดี่ยว หรือเสื้อกล้าม เผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบให้พอแบบวับๆแวมๆ ส่วนในปีนี้ เห็นทีกางเกงทรงสกินนี่ทั้งหลายต้องรีบหลบด่วน

เพราะว่าทุกรันเวย์ในงานแฟชั่นวีคต้อนรับฤดูกาล Spring/Summer 2015 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์หรูอย่าง Saint Laurent, Tom Ford, Tommy Hilfiger, Coach และ Derek Lam
ก็ต่างนำแฟชั่นกางเกงขาม้า ขากระดิ่งย้อนยุคจากช่วงปี ’70 สมัยคุณแม่ยังสาวกลับมาปัดฝุ่นใหม่ ให้อินเทรนด์ และดูเนี้ยบ ร่วมสมัยมากกว่าเดิม
แต่ก็ยังคงกลิ่นอายความเป็นสาวขี้เล่นหน่อยๆ เหมือนภาพสุดไอคอนิคตลอดกาลของดาราสาว Farrah Fawcett บนสเก็ตบอร์ด…

Continue Reading...

Uncategorized

ย้อนวัยตามหา ที่มาของ ” ของแฟชั่นกิ๊บติดผมกัน “

สมัยก่อน ผู้หญิงกรีกและโรมันใช้ปิ่นปักผมลักษณะเหมือนเข็มด้ามตรงยาวเป็น เครื่องประดับผม รูปร่างของปิ่นปักผมนี้ถอดแบบมาจากกระดูกสันหลังของสัตว์และไม้มีหนาม
ซึ่งคนยุคดั้งเดิมใช้เหน็บผม พวกชนเผ่าต่าง ๆ ในยุคปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ จากสุสานโบราณในทวีปเอเชีย นักโบราณคดีขุดค้นพบปิ่นปักผมจำนวนมาก มีทั้งที่ทำขึ้นจากกระดูก
เหล็ก สำริด เงิน และทอง บางอันเรียบ บางอันสลักลวดลาย แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ปิ่นปักผมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า รูปทรงของปิ่นปักผมไม่เปลี่ยนแปลงเลยในช่วงเวลานับหมื่นปี

พระนางคลีโอพัตรา (ปี 69 ถึง 30 ก่อนคริสตกาล) โปรดปิ่นปักผมงาช้างฝังเพชร ยาวประมาณ 7-8 นิ้ว ชาวโรมันคิดทำปิ่นปักผมที่เป็นโพรงกลวงเพื่อชุกซ่อนยาพิษ
แบบเดียวกับปิ่นปักผมที่เล่าลือกันว่าพระนางคลีโอพัตราใช้เพื่อปลิดพระชนม์ชีพ

ปิ่นปักผมตรงยาววิวัฒนาการมาเป็นกิ๊บติดผมรูปตัวยูในช่วงเวลาสองศตวรรษ แฟชั่นสวมวิกในศาลฝรั่งเศสสมัยศตวรรษที่ 17 ทำให้คนจำเป็นต้องตัดผมสั้นหรือ
ไม่ก็เก็บผมให้ติดกับศีรษะมากที่สุด ด้วยเหตุนี้กิ๊บติดผมจึงกำเนิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่สองประการ คือ หนึ่ง-ตรึงวิกไม่ให้หลุดจากศีรษะ และ สอง-เก็บผมให้เรียบร้อยดูดีเมื่อถอดวิกออก

เมื่อกิ๊บตัวเล็กสองขาทำจากลวดเหล็กชุบสีดำ ถูกผลิตขึ้นมาอย่างเป็นล่ำเป็นสันในศตวรรษที่ 19 กิ๊บดำนี้ก็ทำให้ ปิ่นปักผมกลายเป็นของล้าสมัยไปเลยตั้งแต่นั้นมา

Continue Reading...

ความเป็นมาของรองเท้า
Uncategorized

ต้นกำเนิดรองเท้าคู่แรก ประวัติและความเป็นมา

ต้นกำเนิดและประวัติ ความเป็นมาของรองเท้า ในปัจจุบันมันมีความหลากหลายมากทั้งรูปแบบ ดีไซน์ และความเหมาะสมในการใช้งาน
ซึ่งรองเท้าคู่แรกของโลกนั้นเริ่มใช้กันครั้งแรกตั้งแต่ 5,000 ปีก่อนในสมัยไอยคุปต์ รูปร่างหน้าตาของรองเท้าในยุคนั้นเป็นเพียงรองเท้าแตะแบบคีบเท่านั้น
ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วรูปแบบของรองเท้าจะออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานโดยเฉพาะ จึงไม่เน้นที่ความสวยงาม

มาถึงในสมัยต่อมาที่รองเท้ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบคือ ในยุคที่โรมันเรืองอำนาจ แต่ในยุคนี้นิยมใช้รองเท้าเป็นเครื่องวัดฐานะ ความร่ำรวยและความมีอำนาจ
จึงทำให้รองเท้าในยุคสมัยนี้มีทั้งความสวยงาม อลังการจากการประดับด้วยเพชรพลอย ทองคำ ไหมทอง งาช้างและขนสัตว์ล้ำค่า โดยยกให้รองเท้าบูทสีม่วงเป็นสีของพระมหากษัตริย์

แต่ต่อมาในยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรองเท้าอีกครั้งคือในสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 แห่งอังกฤษ ซึ่งก็ถือว่าหลายพันปีทีเดียวกับความนิยมในรองเท้าอลังกาล
โดยสาเหตุสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรองเท้าสืบเนื่องมาจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ทรงเป็นโรคเกาต์ ทำให้ปวดกระดูกมากเวลาสวมใสรองเท้าแหลม ๆ แคบ ๆ
จึงทรงสั่งให้ออกแบบรองเท้ารูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับพระองค์และลดอาการเจ็บปวด นั่นคือ รองเท้าอุ้งตีนหมี ที่มีสไตล์ทุ่ม แบนและบาน และด้วยความอยากเอาใจพระองค์

ส่งผลให้ข้าราชบริพารในวังเปลี่ยนสไตล์รองเท้ามาสวมใส่รองเท้าแบบอุ้งตีนหมีกันหมด และที่สำคัญความนิยมนี้แพร่หลายมาสู่สามัญชนทั่วไป
ทำให้รองเท้าสไตล์นี้ได้รับความนิยมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงรองเท้าของผู้ชาย ส่วนรองเท้าของผู้หญิงนิยมความสูงแบบชอฟีนส์ที่มีความสูงมาก
บางคู่อาจสูงถึง 2 ฟุตเลยทีเดียว ซึ่งที่มาที่ไปของรองเท้าสูงปี๊ดนี้มีต้นกำเนิดจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งมีพระวรกายเตี้ยมากเมื่อเทียบกับฝรั่งตัวโตแล้ว พระองค์สูงราวคนแคระ
ทำให้พระองค์ทรงสั่งให้ตัดรองเท้าที่มีความสูงนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ

และเรื่องราวทั้งหมดนี้คือต้นกำเนิดและประวัติความเป็นมาคร่าวๆของรองเท้า ซึ่งในส่วนของรองเท้าแฟชั่นแบรนด์ดังต่าง ๆ ที่เรานิยมสวมใส่กันอยู่ในปัจจุบันมีต้นกำเนิดเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้
บ้างเป็นชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือไม่ก็อิตาลีเป็นผู้ออกแบบ โดยเน้นการออกแบบรองเท้าให้เหมาะสมกับรูปแบบในการใช้งานมากขึ้น
มีความทันสมัยมากขึ้นและมีรูปแบบที่หลากหลายในการใช้งาน ทำให้เราได้สวมใส่รองเท้าที่มีดีไซน์ทันสมัย มีตัวเลือกหลากหลายในสไตล์ที่เป็นตัวเรามากที่สุด

Continue Reading...

หวีในยุคแรก
Uncategorized

ประวัติ ที่มาของ หวี ในยุคก่อน

หวีในยุคแรก เป็นหวีชุดแรกสุดที่เป็นข้อมูลต่อๆกันมาว่า คือ กระดูกสันหลังตากแห้งของปลาขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันยังคงใช้กันอยู่ในหมู่ชนเผ่าดั้งเดิม ทางแอฟริกา
รูปลักษณ์ของหวีสะท้อนอย่างชัดเจนในคำภาษาอินโดยูโรเปียนโบราณว่า gombhos ซึ่งแปลว่า ฟัน อันเป็นรากศัพท์ของคำว่าหวีในภาษาอังกฤษ comb

หวีที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด ที่คนประดิษฐ์ขึ้นถูกขุดพบในหลุมฝังศพอายุ ๖ ๐๐๐ ปี ในอียิปต์ หวีหลายด้ามได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาด
ตัวอย่างเช่น บางด้ามมีซี่ฟันเสมอกันแถวเดียวบางด้ามมีซี่ฟันสองแถว บ้างก็มีซี่ฟันในแถวแรกถี่กว่าและสูงกว่าในแถวที่สอง
หวีเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันของทั้งผู้ชายและผู้หญิง ชาวอียิปต์นอกจากใช้หวีหวีผมแล้ว ยังใช้เสียบผมให้เป็นทรงตามต้องการด้วย

ในยุคต้นๆของคริสต์ศาสนา การหวีผมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา ในทำนองเดียวกับการล้างเท้า วิธีที่ถูกต้องในการหวีผมของพระก่อนประกอบศาสนพิธีใด ๆ
ถูกกำหนดไว้เป็นแบบแผนตายตัว วีรชนคริสเตียนผู้สละชีพเพื่อศาสนาจะถูกฝังไปพร้อมกับหวีของเขาซึ่งทำจากงาช้าง หรือโลหะ นักประวัติศาสตร์ศาสนาสันนิษฐานว่า
ครั้งหนึ่งหวีต้องมีความสำคัญเป็นพิเศษในแง่สัญลักษณ์ จากหลักฐานที่ว่าหน้าต่างโบสถ์จำนวนมากในสมัยกลางซึ่งประดับด้วยกระจกสี มักมีรูปหวีปรากฏอยู่เสมอ
อำนาจวิเศษก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับหวีด้วยเช่นกัน

ในราว ค ศ ๑๖๐๐ คนในหลายส่วนของยุโรปเชื่อกันว่าผมหงอกขาวอาจกลับคืนเป็นสีเดิมได้ ถ้าหวีผมด้วยหวีตะกั่วเป็นประจำภายหลังมีคำอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า
สีดำจากตะกั่วอ่อนคุณภาพต่ำซึ่งใช้ทำหวี อาจค่อย ๆ หลุดลอกมาเคลือบเส้นผมไว้ทำให้สีผมดูเข้มขึ้น

จากเมื่อแรกกำเนิด รูปลักษณ์ของหวีแทบจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย จนกระทั่งปี ค ศ ๑๙๖๐ เมื่อหวีไฟฟ้าเพื่อจัดทรงผมถูกประดิษฐ์ขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Continue Reading...

การเปลี่ยนแปลงของแฟชั่น
Uncategorized

ชุด ‘ เดรส ‘ ในแต่ละยุคสมัย

ชุด ‘ เดรส ‘ แฟชั่นที่เปลี่ยนไปแต่ละยุคแต่ละสมัย บางช่วงบางยุคมักจะมีเหตุกาณ์ บ้านเมืองมาเกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงของแฟชั่น ด้วย

ยุคอาณานิคม หรือรีเจนซี่ ค.ศ.1795-1815

ยุคนี้เป็นยุคมีการปฏิวัติในอเมริกาและฝรั่งเศษ ลักษณะชุด ออกแนวกรีกโบราณ เนื่องจากเชื่อว่าแสดงให้เห็นถึงประชาธิปไตย
นิยมใส่ชุดยาวๆ เอวสูงแบบรัดใต้อก ผ้านุ่มๆ บางๆ พริ้วๆ เป็นผ้าฝ้าย มัสลิน หรือผ้าไหม
ใครมีฐานะหน่อยก็จะนิยมใส่ชุดสีขาว ใครฐานะต่ำลงมาจะนิยมใส่สีพาสเทล เนื่องจากสีขาวเปื้อนง่าย
นอกจากนั้นยังนิยมใส่ถุงมือยาวและผ้าคลุมไหล่

ยุคโรแมนติก 1815-1840

หลังสงครามผ่านพ้น ศิลปินและนักปราชญ์ต่างหันมาบ้าศิลปะโรแมนติก ผู้คนต่างหันมาบ้าการแต่งกายแบบอังกฤษจ๋า ผู้หญิงถูกมองว่าเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า และสวยงามชอบการแต่งตัว
ลักษณะของชุดในช่วงนั้น ไหล่ลู่ลง เอวคอดรัดติ้วด้วยคอร์เซต สะโพกผาย กระโปรงพองอลังการณ์ เน้นความเป็นสตรีเพศ ตกแต่งประดับประดาหรูหรา
มีแฟชั่นทรงผมและหมวก ใหญ่โต แบบขนดอกไม้มาทั้งสวน

ยุควิคตอเรียนตอนต้น 1840-1870

ปี 1837 พระราชินีวิคตอเรียขึ้นครองราชย์ เธอเป็นต้นแบบของผู้หญิงแบบถ่อมตน อุทิศตนเพื่อครอบครัว ยึดมั่นในศีลธรรม รสนิยมเธอเป็นแรงบันดาลใจให้สาวๆ ยุคนั้นแต่งตัวตาม
ลักษณะชุด ไหล่แคบและลู่ลง ลำตัวแคบมากด้วยการรัดคอร์เซ็ต กระโปรงบานพอควร ยาวกรอมพื้น และค่อยๆ พองขึ้นเรื่อยๆ ตามยุคสมัยที่ผ่านไป การแต่งตัวในยุคนี้จะค่อยข้างน่ารัก และมักถูกนำไปลประยุกต์กับการแต่งตัว คอสเพลย์แนวโลลิต้า
นิยมใส่หมวกแบบ deep bonnets ซึ่งเป็นหมวกปกปิดหน้า จะมองเห็นหน้าเต็มเมื่อหันหน้าเข้าหากันตรงๆ เท่านั้น เป็นการแสดงถึงความถ่อมตัว

ยุควิคตอเรียนตอนปลาย 1870-1890

พระราชินีวิคตอเรีย สามีเสีย เธอเลยเก็บตัวและใส่แต่ชุดดำ สีดำตึงเป็นที่นิยมขณะนั้น เริ่มเน้นสัดส่วน แต่ก็ปกปิดร่างกายในเวลาเดียวกัน จะเห็นว่าช่วงบนเข้ารูปมากขึ้น สีเข้มมาแรง
เปลี่ยนแปลงจาก สุ่ม มาใส่ “ที่ถ่างกระโปรง” bustle ลักษณะเหมือนกระโปรงของตัวอิจฉาในซินเดอเรลล่า ทำให้กระโปรงจะไม่กางรอบด้านเหมือนแบบเดิม แต่จะถูกดันไปด้านหลังแทน

ยุคอาร์ตนูโว 1890-1911

ยุคทองของชนชั้นสูงผู้มีอันจะกิน ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย การตกแต่งเว่อร์ๆ เวียนกลับมา ยุคนี้ผู้หญิงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เริ่มทำงาน มีส่วนในกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ
แนวที่ใส่สบายมากขึ้น ไหล่ของชุดตั้งตรงสง่าผ่าเผย ไม่ลู่ลงแบบแต่ก่อนแล้ว มีการตัดชุดสูทแบบกระโปรง ยังใส่คอร์เซ็ต แต่มีการเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับสรีระมากขึ้น

ยุค 1910s – WWI 1911-1919

เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนานใหญ่ เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้ชายไปรบ ทำให้ผู้หญิงต้องมาทำหน้าที่หลายอย่างแทนผู้ชาย
ด้วยกระแสสงครามโลก ทำให้ชุดมีลักษณะของแนวทหาร เข้ามาผสมผสาน สังเกตจากคอเสื้อ และปกเสื้อแบบทหาร กระโปรงสั้นลงเล็กน้อย ต่อมากระโปรงเริ่มแคบลงๆ ตามเวลาที่ผ่านไป
เครื่องประดับไม่ค่อยใส่ เรียกว่าเน้นการใช้งานมากกว่า

ยุคแฟลปเปอร์ Flapper ปี ค.ศ. 1920 – 1930

สงครามสงบ เข้าสู่ยุค Jazz Age เป็นยุคของคนรุ่นใหม่และหนุ่มสาว ซึ่งขึ้นมารุ่งเรือง มีฐานะ ผู้หญิงที่เคยทำงานช่วงสงครามก็ไม่อยากกลับไปเป็นแม่บ้านอีก ยังคงทำงานต่อไป และมีอิสระเสรีมากกว่าเดิม
ผู้หญิงเริ่มสวมกระโปรงสั้นเป็นครั้งแรก ชุดที่มาแรงสุดๆ เป็นสัญลักษณ์ของยุคนี้คือ “Flapper dress” เป็นชุดลำตัวตรง หน้าอกแบนเป็นไม้กระดาน กระโปรงสั้นลง มีการรัดหน้าอกด้วยเสตย์ เพราะเชื่อว่า หน้าอกแบนๆ กับผมสั้นกุดเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนุ่มสาว

ยุค 1930s 1930 -1939

เหมือนยุคที่แล้ว หนุ่มสาวเบ่งบาน ช่วงนี้มีเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำด้วย แต่ไม่กระทบกับผู้มีอันจะกิน พวกนั้นก็เฮฮาปาร์ตี้ แต่งตัวกันต่อไป คนฮิตสาวสปอร์ต สุขภาพดี ผิวแทน ผมบลอนด์
วิทยาการใหม่ๆ ถูกคิดค้น ไม่ว่าจะเป็นผ้าไนลอน ผ้าเรยอง ซิป ศัลยกรรมพลาสติก การดัดผม ชุดโดยรวมมีความเป็นผู้หญิงมากขึ้น ทรวดทรงเข้ารูป กระโปรงพลีทก็ฮิต เริ่มมีชุดที่หลากหลายขึ้น
ทรงผม นิยมทรงผมดัดดูน่ารัก กับหมวกปีกกว้างแบบสาวหวาน
ยุคนี้เริ่มแบ่งชุดกลางวันกับกลางคืนออกจากกัน อันนี้เป็นเพราะสาวสมัยก่อนหน้านั้นอยู่กับบ้าน แต่งตัวสวยทั้งวัน แต่สาวสมัย ’30s มีงานยุ่งขึ้น ชุดกลางวันจึงเป็นแบบเรียบๆ ส่วนกลางคืนก็หรูหราไฮโซกันไป ชุดที่เป็นสัญลักษณ์คือเดรสยาวคอวี โชว์หลัง (คนนิยมไปอาบแดด ให้หลังสีแทน จะได้มาใส่ชุดโชว์)

ยุค 1940s 1940 -1949

สงครามโลกครั้งที่สอง ภาวะขาดแคลน ต้องใช้ระบบปันส่วนอาหาร เสื้อผ้า จากนั้นสงครามสิ้นสุดลงในยุคนี้ด้วย
เสื้อตัดให้เข้ากับการใช้งาน สีทึมๆ แห้งๆ ใส่เหมือนๆ กันไปหมด กระโปรงแคบๆ แฟชั่นไม่ค่อยพัฒนา ผ้าคาดกันฝุ่นเวลาทำงานกลางวัน และรองเท้าพื้นยาง ออกแนว Keds รุ่นแรกๆ
ช่วงจบสงครามใหม่ๆ ปี 1947 Christian Dior สร้างชื่อด้วย “นิวลุค” เป็นสูทขนาดฟิตพอดีตัว เข้าเอวคอด กับกระโปรงบาน เป็นที่ฮือฮาเพราะใช้ผ้าเปลืองมากๆ หลุดคอนเซ็ปต์ประหยัดช่วงสงครามอย่างสิ้นเชิง

ยุค 1950s 1950 -1959

เศรษฐกิจรุ่งเรืองขึ้น ชนชั้นกลางและคนทั่วไปเริ่มมีเงิน ยุคห้าศูนย์นี้วัยรุ่นเป็นมีเทรนด์แฟชั่นเป็นของตัวเองแล้ว ช่วงแรกๆ ฮิตกระโปรงทรงดินสอแคบเข้ารูป แบบภาพด้านบน
ยุค ’50s มีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นอีกอย่างคือ กระโปรงบ๊านบาน ความยาวคลุมเข่า ข้างในกระโปรงเสริมผ้าตาข่ายหลายๆ ชั้น เน้นทรวดทรงองค์เอว
ชุดชั้นในยุคนี้บางและใส่สบายขึ้น ราคาก็ถูกลง เพราะใช้ผ้าไนลอนซึ่งเป็นวิทยาการใหม่ ดูไปคล้ายๆ กับของปัจจุบันแล้ว

Continue Reading...

กระเป๋าเป็นสิ่งที่จำเป็น
Uncategorized

ที่มาของกระเป๋า ที่ทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงมักจะขาดไม่ได้

ประวัติกระเป๋าและกระเป๋าถือ 1500 – 1800 AD ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของ อารยธรรมกระเป๋า และ กระเป๋าเป็นสิ่งที่จำเป็น ในชีวิตประจำวันที่ใช้กันโดยทั่วไปทั้งชายและหญิง จำเป็นสำหรับการพกเงินและสิ่งของส่วนตัวอื่น ๆ เนื่องจากเสื้อผ้ายังไม่ได้รับการติดตั้งกระเป๋า เรารู้ว่าภาพเหล่านี้ดูจากภาพวาดสิ่งพิมพ์และสิ่งทอและกระเป๋าถือที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ได้กี่แห่ง ถุงโบราณดังกล่าวเป็นของหายากเพราะพวกเขาส่วนใหญ่ทำจากวัสดุที่เน่าเสียง่าย

กระเป๋ามีหลากหลายแบบหลายแบบ เช่นกระเป๋าที่มีตะขอกระเป๋าหนังและกระเป๋าที่มีเชือกถักยาว ยกเว้นถุงสะพายที่หายากบางส่วน เหล่านี้ใช้สวมใส่ทั้งหมดติดกับสายพานหรือเข็มขัด การแนะนำกระเป๋าที่มีต่อปลายศตวรรษที่ 16 ทำให้ถุงของผู้ชายหายไปอย่างช้าๆในช่วงศตวรรษที่ 17 ต่อจากนี้ไปกระเป๋าเป็นของผู้หญิงเกือบทั้งหมด

จากศตวรรษที่ 16 เป็นต้นไปผู้หญิงมักสวมกระเป๋าบน chatelaine ตะขอกับโซ่ที่สามารถใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กเช่นกุญแจกรณีมีดกรรไกรและเครื่องมือตัดเย็บ ตั้งแต่ chatelaines มักจะสร้างขึ้นจากโลหะมีค่าพวกเขายังถือว่าเป็นอัญมณีและสัญลักษณ์สถานะ การออกแบบและอุปกรณ์เสริมของ chatelaine วิวัฒนาการในช่วงหลายศตวรรษที่ แต่มันไม่ได้จนกว่าจุดเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 ที่กระเป๋าถือในที่สุดก็แทนที่มัน

ในศตวรรษที่ 17 และ 18 และส่วนมากของศตวรรษที่ 19 เสื้อผ้าของผู้หญิงมีมากมายเหลือเฟือที่หนึ่งหรือสองถุงหรือ “กระเป๋า” ได้อย่างง่ายดายสามารถซ่อนอยู่ใต้กระโปรง กระเป๋าดังกล่าวมักสวมใส่เป็นคู่ ๆ : หนึ่งแขวนจากสะโพกแต่ละอัน – เพราะฉะนั้นชื่อกระเป๋าต้นขา กระเป๋าต้นขายังคงเป็นที่นิยมมากที่สุดใน ศตวรรษที่ 19

Continue Reading...

บ่งบอกถึงอะไร
Uncategorized

หมวก บ่งบอกถึงอะไร ในแต่ละยุคสมัย

หมวก ถ้าให้พูดถึงของสิ่งนี้ คงไม่มีใครเลยที่จะไม่รู้จัก หลายๆคนก็อาจรู้ถึงวิธีใช่ และก็ประโยชน์ของหมวกอีกด้วย ไม่ว่าจะใช่สำหรับบังแสงอาทิตย์อันร้อนแรงของบ้านเรา บางคนก็ใช้หมวกบอกถึงตำแหน่งหน้าที่งานการของอาชีพนั้นๆเช่น พยาบาล ทหาร ตำรวจ แล้วก็พ่อครัว ฯลฯ รวมถึงในปัจจุบันได้มีหมวก มีแบบมากมายหลายรูปแบบ ให้ได้เลือกใส่กัน แล้วแต่ความต้องการใช้งานของแต่ละบุคคล แต่ว่าจะมีกี่คน ที่จะรู้ดีว่าที่มาของหมวกนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคสมัยไหน แล้วก็รูปทรงของหมวกในแต่ละสมัยเป็นยังไงบ้าง บ่งบอกถึงอะไร

หมวก ลักษณะเป็นคำนาม หมายถึง เครื่องสวมศีรษะมีรูปต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องประดับหรือกันแดดกันฝนเป็นต้น (ที่มา : พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน)

ถ้าจะให้พูดถึงหมวกในยุคแรกๆ นั้น ได้ถูกทำขึ้นมาจากหนังของสัตว์ แล้วนำเอามาคลุมหัวไว้เพื่อปกป้องอันตรายต่างๆ ถ้าจะให้เรียกว่าหมวกก็คงจะยังไม่ได้ เพราะรูปทรงคงจะไม่เหมือนหรือคล้ายกับหมวกในสมัยนี้เท่าที่ควร

อาณาจักรกรีกโบราณถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของหมวกในยุคแรกๆ ซึ่งก็เรียกว่า Pileus เป็นหมวกที่มีรูปทรงคล้ายกับศีรษะของมนุษย์มากกว่าการนำผ้ามาคลุมไว้บนศีรษะ ต่อมา The Phrygian cap ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการปลดปล่อยอิสรภาพ ที่ชาวกรีกและโรมัน ได้ให้กับทาสเพื่อแสดงว่าทาสเหล่านั้นได้ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ และหมวก The Peatasos เป็นหมวกที่มีปีกใบแรก ซึ่งได้ถูกคิดค้นโดยชาวกรีกโบราณนั้นเอง หมวกทั้ง 3 ชนิดนี้มีลักษณะไม่ค่อยจะแตกต่างกันมากเท่าไรหนัก และถูกออกแบบสำหรับไว้ให้ผู้ชายได้สวมใส่เท่านั้น…

Continue Reading...

ยาทาเล็บ
Uncategorized

ประวัติความเป็นมาของยาทาเล็บ

ยาทาเล็บ  Nail polish; Nail varnish คือเครื่องสำอางประเภทหนึ่งที่ใช้ตกแต่งเล็บของมนุษย์ ให้มีความสวยงาม

นักประวัติศาสตร์ได้พบหลักฐานความเป็นมาของยาทาเล็บว่าใน 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวจีนได้ใช้กัมอารบิก, ไข่ขาว, เจลาติน และขี้ผึ้ง เพื่อทำยาทาเล็บ ต่อมาได้พบหลักฐานว่าชาวอียิปต์ใช้เฮนน่ามาทาเล็บ แล้วในช่วงราชวงศ์โจวเล็บจะเป็นการแสดงฐานะทางสังคม เพราะสีนิยมทำเป็นสีทองและสีเงิน และต่อมาพระบรมวงศานุวงศ์จึงได้ใช้ยาทาเล็บตามยศทาเป็นสีดำและสีแดง ยกเว้นผู้หญิงที่ได้รับอนุญาตทาสีอ่อน หากทาเล็บไม่ถูกสีตามยศจะถูกลงโทษ จนมาถึงปัจจุบันยาทาเล็บได้มีการพัฒนาเป็นหลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น

ประวัติความเป็นมาของการดูแลเล็บ เราจะต้องย้อนกลับไป 4,000 ปีก่อนตั้งแต่สมัยบาบิลอน เลยมาถึงช่วงในยุคสมัยอียิปต์โบราณ ที่มีการปรากฏของงานเขียนในยุคนั้น ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับชนชาวอียิปต์ไม่ว่าจะชายและหญิงจะมีการพ่นสีแดงบนพวงแก้มและรอบดวงตาของพวกเขา ตลอดจนทำเฮนน่าในช่วงแขนและฝ่ามือ อีกทั้งยังใช้ทองคำบริสุทธิ์เพื่อมาตกแต่งเล็บ ซึ่งสามารถตรวจพบเครื่องมือทำเล็บด้วยทองคำในสุสานของชาวอียิปต์โบราณอยู่ด้วย และในสมัยที่มีความเฟื่องฟูสูงสุด ชาวอียิปต์โบราณจะไว้เล็บยาวทาเล็บสีแดงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอิสระ ไม่ได้ตกเป็นแรงงานหรือทาส ดังนั้นเล็บที่ตกแต่งอย่างดีมีสงวนไว้สำหรับคนเพียงสถานะสูงสุดในสังคม หลังจากนั้นราชินีของชาวอียิปต์โบราณจึงได้ประกาศว่าขุนนางเท่านั้นจึงจะได้รับอนุญาติให้มีสีเล็บสีแดงปรากฏบนเล็บมือ

และไม่ใช่เพียงแค่ชาวอียิปต์โบราณเท่านั้น ในฝั่งเอเชียของเราที่ปรากฎให้เห็นเป็นลักษณะก็คือขุนนางชาวจีน ยิ่งมีสภานะในสังคมสูงก็จะต้องไว้เล็บให้ยาวมากขึ้น
ในต้นๆปี 1960 การใช้สียาทาเล็บกลายเป็นเรื่องสนุก ไม่ว่าจะเป็นสียาทาเล็บโทนสีเหลือง สีม่วง สีเขียวและสีฟ้า ซึ่งสุภาพสตรีทั่วๆไปที่ไม่ได้มีเงินสำหรับการทำเล็บมือแบบมืออาชีพ สามารถเลือกใช้สียาทาเล็บที่มีอยู่ในท้องตลาดเพื่อดูแลเล็บด้วยตัวเอง และเป็นยุคเริ่มต้นของเล็บพลาสติกที่มีกาวติดช่วยให้สุภาพสตรีสมัยนั้นมีเล็บที่สวยงามและดูเป็นธรรมชาติ

แต่ว่าถ้าจะเริ่มนับเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการดูแลเล็บแบบมืออาชีพ ก็คงจะต้องเริ่มนับ ตั้งแต่ปี 1980 เมื่อมีบริษัทบางบริษัทได้เริ่มเสนอขายเครื่องสำอาง ผ้าไหม ผ้าแพร รวมไปถึงกระดาษและอุปกรณ์ที่ช่วยในการซ่อมแซมเล็บที่หัก นั่นคือจุดเริ่มต้นของการนิยมต่อตกแต่งเล็บ อีกทั้งในช่วงปี 1990 การทำเล็บ French แบบปลายขาวก็เริ่มเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน

 

แหล่งที่มา  wikipedia

Continue Reading...